วันศุกร์, ตุลาคม ๒๖

ตอนที่ 75 : เรื่องเล่า ... จากที่ราบสูง ..(2)

.......................................
วันสาม และ วันสี่
มุกดาหาร - ร้อยเอ็ด - ขอนแก่น
ขอนแก่น - กรุงเทพ
.......................................
มุกดาหารยามเช้า ......
มองเห็นหอชมทิวทัศน์ประจำจังหวัด "หอแก้วมุกดาหาร" สูงเสียดฟ้า
อากาศยามเช้า เย็นสบาย
ข้าพเจ้าออกเดิน จากที่พักตั้งแต่เช้าตรู่
พบเพื่อนร่วมทางอารมณ์ดี ยืนยิ้ม 4 ขา ต้อนรับวันใหม่
จุดหมายแรกของเช้าวันนี้ คือ ....
เดินไปริมฝั่งแม่น้ำโขง ดูพระอาทิตย์ขึ้น
.... ลมแรงกำลังดี .... ธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติสีเหลือง ปลิวไสวริมฝั่งไทย

แสงแดดกระทบผิวน้ำ กรีดเป็นประกายสีทอง ... งามจับตา
ฝั่งลาว ดูสงบเงียบ ในขณะที่ฝั่งไทยเริ่มคึกคัก .... ตลาดกำลังเริ่มชุลมุน
ข้าพเจ้า เดินเสาะแสวงหาอาหารเช้า ...
แบบที่ ชาวบ้านประชาชนในท้องถิ่นเขากินกัน ....
เดินหลงไปมา จนมาพบร้านนี้ ดูเข้าท่า เพราะคนแน่น ....
มีของกินมากมาย ดูจนตาลายไปหมด ไม่รู้ว่าเขาต้องกินอะไร กับ อะไร

ในที่สุด .... ได้รับคำตอบที่น่าสนใจ
จากประชาชนชาวมุกดาหารว่า
ควรกิน "ขนมถ้วยญวน" ของร้านนี้
เป็นอาหารเช้าแบบเวียดนามๆ ....
แบบว่า อาหารจานนี้ ... อาจจะหากินได้ยากที่จังหวัดอื่นๆ ....
เพราะแค่ในมุกดาหาร มีคนขายแค่ 5 ร้านเท่านั้น
เครื่องปรุง เป็นดังรูป ....
แค่เอาทุกอย่างมาวางเรียงๆ แล้วก็เอาน้ำจิ้มทุกอย่าง มาราดๆ กัน
แล้วก็กิน ทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด ยกเว้นกรรไกร....

ด้วยประการทั้งปวง .... สามารถจัดเป็นจาน ได้หน้าตาแบบนี้ ....
มีชื่อไทยว่า "ขนมถ้วย(แบบ)ญวน" ....
ส่วนชื่อภาษาเวียดนามนั้น จำไม่ได้ ...
มันออกเสียงคล้ายๆ ...
เด้า / บั้น / หอย / ดองด๋อย / เหงียน / หงี .. ฯลฯ อะไรแบบนั้นหละ

หากขึ้นไปชั้นบนสุด ของหอแก้วมุกดาหาร
มองลงมา 360 องศา ก็จะเห็นภาพเมืองมุกดาหารทั้งเมือง
เมืองเล็กๆ ที่กำลังโตวันโตคืน ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ "สะพานมิตรภาพ 2"
ที่เชื่อมฝั่งไทย และลาวเข้าด้วยกัน

สะพานนี้ คือ แผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการพัฒนาภาคอีสาน ...
กล่าวคือ จากมุกดาหาร จะข้ามไปยังเมืองสะ-หวัน-นะ-เขต ประเทศลาว
จากนั้น มีทางหลวงพุ่งตรงเข้าสู่เมืองท่าชายทะเลของเวียดนาม
ได้แก่ ... เมืองเว้ และ เมืองดานัง
ตามแผน ... ขอนแก่นจะเป็น ศูนย์กลาง logistics ของอินโดจีน ...
มีมุกดาหารเป็นเมืองท่า
อีกไม่นาน .....
คนภาคอีสานจะมีอาหารทะเลดีๆ เช่น กุ้ง lobster ราคาไม่แพงกินกัน
เพราะสามารถขนส่งโดยตรงจากเวียดนาม
ราคาถูกกว่าที่กรุงเทพ มากมายยิ่งนัก ...

แม้ว่าสะพานจะสร้างเสร็จแล้ว ...
แต่ไม่ค่อยจะเห็นว่า มีรถข้ามไปกันเท่าไหร่เลย
คงเป็นเพราะ ยังเช้าอยู่ ก็เป็นไปได้?
จากในเมือง ข้าพเจ้าไปอุทยานห่งชาติ "ภูผาเทิบ" ...
จุดเด่น คือ หินรูปทรงแปลกๆ มากมายที่ผุดขึ้น ....
เขาบอกว่า ที่นี่ ... เดิมคือ ก้นมหาสมุทร
แต่พื้นถูกดันขึ้นมา เมื่อหลายล้านปีก่อน ....
การมาเที่ยวครั้งนี้ .... ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ถ่ายก้อนหิน
เพราะเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ได้เคยมาที่นี่แล้ว
ได้ถ่ายรูปหินไปแล้วมากมาย ....
ดังนั้น วันนี้ จึงตั้งใจจะมาชม / ถ่ายภาพดอกไม้
อันเลื่องชื่อของที่นี่ เพราะกำลังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดี
ในช่วงนี้ ... ตามซอกหิน หรือ ตามลานหินที่ชื้นๆ
ก็จะมีสิ้งที่คล้ายๆ หญ้าขึ้นรกไปหมด ....
แต่หากดูดีๆ จะพบว่า มันไม่ใช่แค่ต้นหญ้า
แต่มันคือ ทุ่งดอกไม้ขนาดจิ๋วๆ สารพัดสี ..
ทั้งสีเหลือง / ม่วง / น้ำเงิน / ชมพู ฯลฯ
หากไปนอนคว่ำราบไปกับพื้น .... แล้วดูดีๆ
ก็จะเห็นภาพเช่นนี้ ....
ดอกไม้น้อยๆ สีสดๆ กำลังเบ่งบานเบียดเสียดกัน

เนื่องจาก เป็นภาพที่ถ่ายได้ยากมาก ...
อีกทั้ง นานๆ ดอกไม้จะออกมาสักที
จึงขอลงรูปให้ดูหลายๆ มุม

เชิญชมดอกไม้จิ๋วๆ ได้ดังนี้ ...

ดูรูปแบบชัดๆ .... ขนาดจริงของแต่ละดอก ก็เล็กกว่าปลายเล็บนิ้วก้อยเสียอีก ....

และหากดูจริงๆ จะพบวงจรชีวิตตามธรรมชาติ ของระบบนิเวศน์แบบนี้ ...

จากภูผาเทิบ ... ข้าพเจ้าเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านชาวผู้ไท
ซึ่งก็ถือว่า เป็นชนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่ง ....
หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านตัวอย่าง ในหลายๆ ด้าน
เป็นต้นแบบของ เศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริง ....
อาชีพหลัก คือ ทอผ้า .....
ข้าพเจ้าได้ซื้อผ้ามามากมาย เพราะสวย และราคาไม่แพง ....
ซื้อมามากมาย ทั้งๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่า จะเอาไปทำอะไร? ....
ผืนถูกที่สุด ก็ประมาณ 40 บาท ....
.... ข้าพเจ้าได้ซื้อผ้าทอมือ มา 1 ผืนใหญ่ ขนาดคลุมเป็นผ้าห่มได้
ลวดลายสวยงาม ใช้สีธรรมชาติ ราคา 140 บาท ....
ดีใจที่รู้ว่า เงินค่าผ้า 140 บาท นั้น วิ่งไปถึงมือคนทอผ้าแบบเต็มๆ
(เทียบไม่ได้เลย ... กับผ้าเช็ดตัว จากห้าง "ดอกบัว" ที่ราคาเท่าๆ กัน
แต่สีจัดจ้าน เนื้อนุ่มมากในครั้งแรก ก่อนที่โดนซักน้ำครั้งแรก ....
ต่อจากนั้น ก็เละ และไม่สามารถซับน้ำได้ ...
เอาไว้เช็ดทีน .... ก็ยังหงุดหงิดทีน ยิ่งนัก ...)
หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้าน home stay ด้วย
คือ เราสามารถไปพัก ใช้ชีวิตที่นี่ได้ ...
หน้าบ้านทุกบ้าน ก็ปลูกผักประเภทต่างๆ มากมาย ...
หยิบไปกินได้ทุกมื้อ ... ไม่มียาฆ่าแมลง ...
แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ .....
ชาวบ้านน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ... และที่สำคัญ ...คือ หน้าตาดี
แบบว่า... ผิวดี ขาวเนียน ... ยิ้มสวย
ดูสิ ... หนูน้อยประจำหมู่บ้าน มีหน้าที่ขายกล้วยหวีละ 5 บาท ....
แก้มใส ตาโต ... พูดไม่หยุด ... น่ารักจริงๆ ... ชื่อ "น้องมิน" ..

.... คุยกันไป คุยกันมา ....
น้องมิน เลยลุกขึ้นมา "ฟ้อน" อะไรก็ไม่รู้ ..... ให้ดู
จำไม่ได้ว่าเพลงอะไร เพราะข้าพเจ้ามัวแต่หัวเราะ กับความน่ารักของเธอ ...
และ แน่นอน ... สักวัน จะแอบมาพักแบบ home stay ที่นี่ แน่ๆ ...
ตามทางที่ไป.... แทบทุกวัด จะเป็นวัดเก่าๆ มีประวัติยาวนาน
สิ่งที่น่าดู คือ โบสถ์แบบโบราณ หลังน้อยๆ ...
ที่เรียกเป็นภาษาอีสานว่า "สิม"
อีกสิ่ง .. ที่มีให้แวะชมตลอดทาง คือ ปราสาทหินขนาดเล็กๆ ....
เรียกว่า "กู่" .... มีกระจายทั่วไปในดินแดนนี้ ....

บางที่ ก็เข้าไปไหว้ ... สักการะ หรือ แม้แต่ไปขูดหาหวย ก็ได้ ....

จากมุกดาหาร ข้าพเจ้าวกกลับเข้สู่ใจกลางอีสานอีกครั้ง
ตัดผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ปัจจุบัน เขียวชอุ่มด้วยข้าวพันธุ์ดี
ในที่สุด ก็เข้าสู่เมืองร้อยเอ็ด ....
ตรงใจกลางเมือง ... นัดกันไม่มีวันหลงทางแน่ .... เพราะมีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ ....
เขาบอกว่า... เป็นพระพุทธรูปยืนที่สูงที่สุดในโลก (อีกแล้ว) ....
เวลาได้ยินคำว่า ...
"ที่สุดในโลก ... โดยคนไทย" ทีไร ...
จิตใจข้าพเจ้ามันก็หงุดหงิดทุกครั้ง ...
สูงแค่ไหน ... ลองดูเอง ก็แล้วกัน ...
ด้านซ้ายมือ คือ โบสถ์ นะ ... ไม่ใช่ศาลพระภูมิ ...
อลังการมาก .. ขอบอก ....

จากนั้น ก็แวะโน่น แวะนี่ เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ จนถึงขอนแก่น ...
ยามราตรี ... ขอนแก่น ส่งแสงสี ได้ระยิบระยับไม่แพ้กรุงเทพ ...
ทุกอย่างในตัวเมือง ... หมดสภาพความเป็น ตจว. ไปแล้ว ...
มี เซเว่น ทุกหัวมุมถนน .... มีห้างยักษ์ ดูดชาวเมืองไปซื้อของ ...
มีฟาสต์ฟูดมากมาย จนเดินหาของกินแบบบ้านๆ ยากขึ้น ...
เช้าวันใหม่ ....
ข้าพเจ้าตื่นเช้าตามปกติ .... และออกไปหาอะไรกินเช่นเคย ....
จากนั้น เก็บข้าวเก็บของ เตรียมเดินทางกลับบ้าน
ก่อนจากขอนแก่น ได้แวะพระธาตุแก่นนคร ริมทะเลสาบใหญ่กลางเมือง ...
พระเจดีย์วัดนี้ ยิ่งใหญ่อลังการ สูงถึง 9 ชั้น
สามาถเดินขึ้นไปได้ถึงชั้นบนสุด ....

อากาศที่เจดีย์ชั้นเก้าดียิ่งนัก .... สายลมเบาๆ ....
จากชั้นบนสุด .... สามารถมองได้รอบสุดสายตา ....
ระฆังใบน้อย แกว่งไกว ส่งเสียงกังวาน ...
ทวยเทพจมูกแหลมๆ ตามมุมเสา ส่งยิ้มให้ทุกคนที่มาเยือน ...
เห็นบ้านเมือง ... เห็นทะเลสาบ - บึงแก่นนคร ...
และ เห็นนักเรียนหญิง ... ซึมเศร้า เหม่อลอย ....
โถ ... เพิ่งอยู่ม.ต้นแท้ๆ ... ทำไมโดดเรียนแต่เช้า ...
ทำท่าทางเหมือนโลกจะแตก.... เด็กเอ๋ย ๆ
ตั้งใจเรียนหนังสือ .... แล้วมาสอบเข้า IE ของเราให้ได้เหอะ ...
แล้วจะพบ สัจจธรรมที่แท้จริงของชีวิต ....
แล้วข้าพเจ้า ... ก็ลาจากขอนแก่น ...
และขอลาจากหัวเมืองน้อยใหญ่ แห่งดินแดนอีสาน ไปก่อน
สักวัน ... จะกลับมาเที่ยวอีก ..
รถวิ่งฉิว .. ตัดกับสายลมหนาวแห่งปลายเดือนตุลาคม ....
ทุ่งข้าวสีเขียว มองไกลสุดสายตา ...
ณ ริมถนน ตลอดเส้นทาง .... ประดับประดาด้วยเหล่าว่าวหลากสี ....
อดนึกขำไม่ได้ว่า ...
... นั่งรถเป็นร้อยๆ กิโล .... ใครมันจะมีอารมณ์ อยากแวะจอดรถ เล่นว่าว วะ ?
(เพียงแค่สงสัยเล่นๆ .... และห้ามคิดมาก)
...............................................................................
วันนี้ ขอจบแค่นี้ก่อน ....
โปรดติดตามอ่าน บทสรุปตอนจบ .... ในเร็วๆ นี้ .....



๓ ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

รูป พระกับเสาไฟ มันตัดกันทางความรู้สึกดี

สงบสุดขั้ว(องค์พระ)- มั่วสุดขีด(สายไฟ)


เป็นตัวแทนวิถีในโลกยุคปุจจุบันได้ดีพอสมควร ....

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ชอบน้องมิน

thanawatb กล่าวว่า...

ฮาตอนจบครับ