2529 ....ข้าพเจ้า ก็อำลาจากลาดกระบัง ด้วยความดีใจ และภาคภูมิใจ
กับคำว่า "วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง"
แห่งภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ .....
ฟังแล้ว .... ดูดีกว่า .... โก้กว่า ..... ฉลาดกว่า
รวมทั้งเพื่อนๆ ของตนเองทั้งหมด

ณ ธนาคารกสิกรไทย ในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์
มีหน้าที่ นั่งเขียนโปรแกรมไปเรื่อยๆ
ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา ในชีวิตการทำงาน
ล้วนสวยงาม น่ารัก น่าประทับใจ
แตกต่างจากสิ่งรอบตัว สมัยที่อยู่ลาดกระบังยิ่งนัก
ที่นี่ ... แอร์เย็นฉ่ำ สดชื่น ….
มีอาหารอร่อย เลือกได้หลากหลาย
รวมทั้ง มีเพื่อนร่วมงาน ที่หน้าตาสดใส ดูดี
เทียบไม่ได้เลย .... กับที่ที่ข้าพเจ้าเคยศึกษาเล่าเรียนมา
ที่ลาดกระบัง .... สายลมอุ่นๆ เจือกลิ่นท้องนาและขี้ควาย
มีแต่อาหารบ้านๆ ชืดๆ ซ้ำๆ ซากๆ
รวมทั้ง มีเพื่อนๆ ชาวชงโค ที่ หน้ามันๆ ผิวดำๆ หยาบกร้าน
.... และ ถ่อย ....
(ภาพล่าง คือ ภาพเหล่าเพื่อนๆ ลาดกระบัง .... ปีหนึ่ง ห้องห้า ....)

ก็ยังไม่สามารถ เติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าของข้าพเจ้าได้
ข้าพเจ้า เริ่มดิ้นรน อยากไปเมืองนอก .... เพราะใครๆ เขาก็ไปกัน
หากมีการประกาศสอบชิงทุนเรียนต่อเมืองนอก ณ ที่ใด ....
ข้าพเจ้าก็บุกไปสอบทุกที่ …
เชื่อไหมว่า ข้าพเจ้าก็สามารถสอบข้อเขียน “ได้” ทุกที่
..... และ ก็สามารถสอบสัมภาษณ์ “ตก” ทุกที่ .....
เพราะทุกครั้งที่ ตอบคำถาม ....
ข้าพเจ้าไม่มีวิสัยทัศน์ ...
ไม่มีแผนชีวิต .... ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลย ....
ตอบง่ายๆ ว่า ….
“อยากเรียนต่อ เพราะอยากไปเมืองนอก .....”
ตอบโง่ๆ ว่า
“อยากไปเมืองนอก .... เพราะเมืองนอกดีครับ ...”
ตอบเง่าๆ ว่า
“ .... เมืองนอกดี .... เพราะมันเจริญครับ ... อ้อ .... ส้วมก็สะอาดครับ ....”
ตอบได้แค่นี้จริงๆ ..... น่าทุเรศไหม ?
อย่างไรก็ตาม
ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ....
กลับไม่มีผลอะไรเลยต่อข้าพเจ้า
เพราะทุกครั้งที่ผิดหวัง .... ข้าพเจ้าสามารถสรุปทันที ได้ว่า ....
เป็นเพราะ ระบบเมืองไทยมันห่วย .....
เพียงแค่จะคัดเลือก คนเก่งๆ ฉลาดๆ แบบข้าพเจ้า
มันยังผิดพลาดขนาดนี้ ....
ข้าพเจ้าตำหนิติเตียนทุกๆ อย่างรอบตัว ....
มองเห็นข้อเสียของทุกสรรพสิ่ง .... ยกเว้นข้อเสียของตัวเอง .....
ข้าพเจ้าไม่เคยมองตัวเองเลยว่า .... ตัวเรามันแย่ขนาดไหน ?
แล้วในที่สุด ..... ข้าพเจ้าก็ดิ้นรนไปเมืองนอกได้สำเร็จ ....ด้วยการอ้อนวอนขอพ่อแม่ .....
ทั้งๆ ที่รู้ว่า …. ที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน .....
ทั้งๆ ที่รู้ว่า ..... พ่อแม่ทำงาน เหนื่อยยากมาทั้งชีวิต ....
จำได้ว่า ..... พ่อแม่ บอกว่า .....
แต่คงจะไม่มาก และไม่พอ …
แต่ถ้าหาก ข้าพเจ้าอยากจะไปจริงๆ …
ส่วนที่ขาด .... ข้าพเจ้าก็คงจะต้องทำงานหาเงิน ช่วยเหลือตัวเองด้วย ....
ซึ่งข้าพเจ้า ก็รีบตอบตกลง.... อย่างดีใจ ....
ดีใจ.... ที่จะได้ไปสู่บ้านเมืองที่เจริญแล้ว .... สักที
และแล้ว..... ข้าพเจ้า ก็เดินทาง
สู่ประเทศออสเตรเลีย เมืองเมลเบิร์น ....
ไปตามล่าความฝัน และความหวัง
อันแสนจะโง่ และไร้แก่นสารที่สุด ในชีวิตของตน .....
คนเราส่วนใหญ่ มักจะนึกภาพว่า
ชีวิตนักเรียนนอก .... คงจะเป็นเหมือนดังรูปนี้ ....
“แต่งตัวดีๆ ทำหน้าเนียนๆ ... ถือหนังสือ textbook ถือแฟ้ม ..... ”
ข้าพเจ้าจึงส่งรูปนี้ .... มาให้พ่อแม่ดู .....
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ..... ชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบนี้เลย
เมืองเมลเบิร์น สมัยประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ....
แตกต่างจาก เมืองเมลเบิร์นในปัจจุบันมาก ...
สมัยนั้น .... คนเอเชียหัวดำๆ อย่างพวกเราทุกคน
ถูกตราหน้าว่า คือ “พวกผู้อพยพ”
เพราะ ณ ช่วงเวลานั้น คนลาว คนเขมร คนเวียตนาม
ต่างอพยพลี้ภัย หลั่งไหลออกนอกประเทศตนเอง
มาปักหลัก พำนักอยู่ต่างแดน กันมากมาย .....
เพียงเพราะเพื่อหนีภัยสงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ดังนั้น ....
เวลาเราเดินไปไหนมาไหน ....
อาจจะเจออะไร ที่แปลกๆ มากมาย
อาจจะ ได้รับทั้ง การ ดูถูก-เห็นใจ-ด่าทอ
ขับไล่-สงสาร-เอาเปรียบ-ฯลฯ มีได้ทุกรูปแบบ
มันแยกไม่ออกหรอกว่า ......
เรา คือ คนไทย ....
ชาติเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ... ที่ไม่เคยแพ้ใคร

ในตอนนั้น .....
ข้าพเจ้าไปเรียนปริญญาโททุกๆ วัน ในตอนบ่าย
ดังนั้น จึงสามารถออกไปทำงานหาเงินได้ แทบทุกคืน...
จากภาพ คือ งานประจำที่บาร์เหล้า ...
เริ่มไต่เต้า จากเด็กล้างแก้ว .... หัดเป็นเด็กเสิร์ฟเครื่องดื่ม
ได้ช่วยงานประจำบาร์เหล้า ได้ช่วยปอกกล้วย ปอกส้ม บ้าง ....
ได้เขย่า cocktail บ้าง .... ได้หัดผสมเหล้าบ้าง ...
ได้วิ่งไปซื้อน้ำแข็งบ้าง .... ไปซื้อบุหรี่ให้ลูกค้าบ้าง ....
ตามเรื่องตามราว …. ก็สนุกดี ....
แต่บางที ก็อดคิดถึงเพื่อนๆ ที่ลาดกระบังไม่ได้ ...
เพราะตามปกติ..... เวลาสังสรรค์แอลกอฮอลล์
พวกเพื่อนๆ จะมีหน้าที่บริการข้าพเจ้าเสมอ ....
คอยชงเหล้า .... คอยซื้อขนม ... คอยซื้อน้ำแข็ง ….
และท้ายสุด ... ก็คือ คอยล้างแก้ว กวาดพื้นห้อง ให้ข้าพเจ้า ....
เรียกได้ว่า ...
เพื่อนแทบจะทำทุกอย่าง ให้ข้าพเจ้าตลอดมา
จะมีเพียงแค่ "การยกเหล้าดื่มเข้าปากตัวเอง" ...

งานอีกประเภท …. ที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก
เพราะไม่ต้องคอยเอาอกเอาใจ บริการใคร
ก็คือ งานที่ใช้แรงงาน ตามโรงงานต่างๆ
ซึ่งข้าพเจ้ามักจะไปทำ ในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์
ข้าพเจ้า ทำที่โรงงานเย็บเสื้อผ้าโหล
เริ่มจากงานตัดผ้า พับผ้า เย็บผ้า
และท้ายสุด คือ งานรีดผ้า ก่อนนำไปแขวนขายตามห้าง .....
การทำงานโรงงาน
มีข้อดีในแง่ที่ว่า ... ไม่ต้องคิดอะไรมาก
มีสูตรง่ายๆ ว่า .....
ถ้ามันจ่ายค่าจ้างเป็นชั่วโมง ..... ก็อู้ๆไว้ก่อน
แต่ถ้าจ่ายเป็นชิ้นๆ (เช่น งานรีดผ้า) .... ก็รีบๆ ชุ่ยๆ ไว้ก่อน
แต่ข้อเสียอย่างมหันต์ ก็คือ
โรงงานอยู่ไกลมาก ต้องนั่งรถไฟเป็นชั่วโมง ....
และหากกลับบ้านดึกๆ ก็อาจจะถูกจี้ได้ง่ายๆ
และที่แย่กว่านั้นก็คือ ....
โอกาสจะโดนมันกดค่าแรง ..... มีมากจริงๆ
เพราะในสมัยนั้น ....
คนต่างชาติที่ถือวีซ่านักเรียน จะมาทำงานแบบนี้ไม่ได้ ...
แต่ข้าพเจ้าก็ยังแอบทำ ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย ....
ดังนั้น ก็เลยโดนมัน กดราคาค่าแรงสุดขีด .......
ตามปกติ หากทำงานโรงงาน
จะได้ค่าแรงชั่วโมงละ 10-15 $ ก็คือ สัก 200-300 บาท/ชั่วโมง
แต่พวกเราคนหัวดำ แอบทำผิดกฎหมาย .....
ถ้าได้สักชั่วโมงละ 3-5 $ คือ 60-100 บาท/ชั่วโมง
ก็ดีใจกันนักหนาแล้ว ... เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ....
ทำแค่เสาร์ อาทิตย์ แบบเต็มๆ สักวันละ 10 – 12 ชั่วโมง
ก็รวยสุดๆ แล้ว ..... พอจะใช้ซื้อข้าวของ หรือหนังสือเรียนได้สบายๆ
แต่สิ่งที่ร้ายกว่านั้น คือ ...
บางที .... เราทำงานแทบตาย ...
มันก็เบี้ยวเงิน .... ไม่จ่ายดื้อๆ ....
.... พอทำงานครบเดือน มันก็ไล่ออก
และไม่จ่ายค่าแรง เราที่อุตส่าห์ อดทนทำงานมาทั้งเดือน .....
“หาก you .... มีปัญหา ก็ไปแจ้งความกับตำรวจสิ !!!! ....” มันท้าทาย ....
และนี่คือ โลกแห่งความจริง .... ความจริงโดยแท้ของโลก ที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนรู้
อาชีพสุดฮิต ตลอดกาล ของคนไทยคือ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร
เพราะมันสนุกดี ....
ได้เจอผู้คนแปลกๆ ได้ฝึกภาษา ......
ได้แอบซ่อนอาหารกลับบ้าน .....
ได้กินของดีๆ และอิ่มตลอดเวลา ถ้าสนิทกับพวกในครัว ...
แต่งานนี้ ก็หนักมากๆ ....
เพราะที่เมืองนอก ตามร้านจะจ้างเด็กเสิร์ฟน้อย
เพื่อให้คุ้มกับค่าแรงที่แพง ....
ดังนั้น งานแบบนี้ แทบจะเรียกได้ว่า
ต้อง “เดินไม่หยุด” ตลอดเวลา ....
เดินเสิร์ฟ-เดินเก็บ ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เย็นๆ ยันเที่ยงคืน
ถาดอาหารก็หนักแสนหนัก .... เพราะอาหารมันเป็นชุดๆ
สารพัดจาน สารพัดชาม สารพัดแก้ว .....
ต้องคอยเก็บ คอยเปลี่ยน ให้แขกตลอดเวลา
แถมก่อนจะเริ่มงาน ..... ก็ต้องช่วย พวกในครัวหั่นผัก หั่นปลา....
เพื่อตอบแทน ที่เขาแบ่งของกินดีๆ ให้เราเอากลับบ้าน ....
รวมทั้ง ต้องช่วยล้างจาน ..... เทเศษอาหาร …. เก็บขยะ
อีกทั้ง ต้องคอยยืนช่วยปิ้งหมู ปิ้งไก่หน้าเตา ....
กว่าจะได้กลับห้อง .... ก็เลยเที่ยงคืนแทบทุกคืน
และเมื่อข้าพเจ้า กลับมาถึงห้องพัก .... ทุกๆ คน ที่เคยอยู่ไกลจากบ้านมากๆ ....
คงจะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกนี้ดี .....
.... มันทั้งเหงา ... ทั้งอ้างว้าง .....
และถึงจะเหนื่อย สักแค่ไหน ....
มันก็ยังไม่สามารถนอนได้ลง เพราะมันปวดหลังจริงๆ ....
อีกทั้ง ยังมีหนังสือและการบ้าน กองรอเราอยู่เป็นตั้ง
ก็ต้องทนนั่งอ่านหนังสือ .... หลับๆ ตื่นๆ ทำการบ้าน ....
อีกทั้ง ต้องค่อยๆ เอาครีม lotion ทาฝ่ามือที่หยาบ และแตก ....
ข้าพเจ้าพบว่า มันน่าแปลก .....
ที่มีรอยแตกบนอุ้งมือ ของข้าพเจ้าเป็นร่องลึก
..... แตกลากไปตามแนวเส้นวาสนา.... เส้นชีวิต ...
เส้นโชคชะตา .... ครบทุกๆ เส้นบนฝ่ามือข้างขวา
เพราะทุกครั้ง ที่ข้าพเจ้าล้างจานกองโต ที่ร้านอาหาร ด้วยน้ำเย็นๆ .....
แล้วต้องสลับมือ คอยพลิกหมูย่าง ไก่ย่าง บนเตาร้อนๆ ตลอด
มันก็เหมือนกับว่า ..... เราได้ปิ้งมือของเราไปด้วย ตลอดทั้งคืน
.... ปิ้งร้อนๆ แล้วแช่น้ำเย็นๆ .... ทำแบบนี้สลับไปมา ทั้งคืน ...
แบบนี้ แทบทุกคืน .... ทุกคืน ... ทุกคืน .... เกือบสองปี
ดังนั้น ..... ถึงจะเป็น มือเหล็กผสมไททาเนียม .....
ก็คงจะทนทานไม่ได้แน่นอน ....
…. และทุกคืน ....
ทุกครั้ง ที่หยอดครีม lotion ...
แทรกผ่านลงตามร่องแห่งวาสนา ..... ร่องชีวิต ....
ร่องโชคชะตา .... หรือ ร่องอะไรก็ตาม .....
มันช่างเจ็บและแสบ .... จนเกินคำบรรยายจริงๆ .....
ยิ่งตอนดึกๆ อากาศเย็นๆ
เวลาต้อง กำมือ งอมือ ตอนเขียนหนังสือ หรือพิมพ์งาน ...
มันเป็นรสชาติของชีวิต โดยแท้ .....

มันน่าแปลก ว่า .....
ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าได้อยู่กลางเมืองใหญ่ .....
เมืองที่เจริญ .... เมืองที่สะอาด ....
แต่เส้นบางๆ ที่กั้นแบ่งแยก ระหว่างคำว่า ...
“เมืองนอก” เยี่ยงเมืองเมลเบิร์น ณ รัฐวิคตอเรีย แห่งนี้ ...
กับคำว่า ....
“บ้านนอก” เยี่ยงเมืองลาดกระบัง ณ แขวงลำปลาทิว อันไกลโพ้น .....
ช่างแตกต่างกันยิ่งนัก ....
ที่นี่ .... นครเมลเบิร์น .... เมืองที่มีคนนับล้าน .....
แต่ข้าพเจ้า ไม่มีเพื่อนเลย .... ... ไม่มี .. เลยยยย...
เพื่อนแบบที่จริงใจจริงๆ
และไม่หวังอะไรตอบแทนจากเรา ....
ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือน.... เราอยู่ตัวคนเดียว จริงๆ .....
เหมือนคนตาบอด... ที่หลงทางกลางเมืองใหญ่ .....
... แบบที่นิยายทั้งหลาย ชอบบรรยายไว้
...... ข้าพเจ้า เพิ่งจะคิดถึง เพื่อนๆ .... ในยามที่ข้าพเจ้าทุกข์ ….
ข้าพเจ้า เพิ่งจะมานั่งรำลึกถึง ชีวิตอันแสนสุข ที่ลาดกระบัง
ชีวิตที่เรียบง่าย ... ไร้กฎเกณฑ์ ไร้เงื่อนไข ....
นึกถึง เพื่อนตัวดำๆ เหม็นๆ เลวๆ ถ่อยๆ ที่ลาดกระบัง ......
เพื่อนที่หัวเราะกับเราได้เสมอ .... เศร้ากับเราได้เสมอ ...
เพื่อนที่ช่วยเราเรื่องเรียน .... ช่วยทำ project ให้เรา ....
เพื่อนที่ก้มหลัง ให้เราเหยียบ ....
ให้เราก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศ .... อย่างสง่างามด้วยเกียรตินิยม
และ ..... เพื่อนที่ยินดีอย่างจริงใจ
ที่เห็นว่า ..... เราไปได้ดี และเหนือกว่าเพื่อน .....
..... เพื่อนที่ภูมิใจ ในตัวเรา ......
และ อีกความรู้สึก .... ที่หนักหน่วงกว่าเดิม .....
ก็คือ .....
"ข้าพเจ้าคิดถึงบ้าน ....."
เพราะ มันน่าตลกว่า .....
สมัยก่อน .... นับตั้งแต่เล็กจนโต
.... ข้าพเจ้าไม่เคย คิดถึงบ้านเลย ....
อีกทั้ง เวลาอยู่ที่บ้าน .... ก็ไม่เคยต้องทำอะไรมากมายเลย ....
จะกินจะนอน - จะกวาดจะถู
จะซักผ้ารีดผ้า - จะล้างถ้วยล้างจาน
.... มีคนทำให้หมดทุกอย่าง ....
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า .....
มีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ๆ และ ทั้งเพื่อนๆ ....
ที่ยินดี และพร้อมจะทำให้ข้าพเจ้าเสมอมา .....
แต่ตอนนี้ ....
ทุกอย่างตรงข้ามกันหมด ....
ข้าพเจ้าต้องทำงานมากมาย .....
ให้คนทั้งนครเมลเบิร์น ... ใครก็ไม่รู้ ....
ต้องคอยประเคนอาหารดีๆ ร้อนๆ
ให้มันอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันใจ
ต้องคอยล้างถ้วย ล้างจาน ให้สะอาดๆ ให้มัน
ต้องคอยรีดผ้าเป็นโหลๆ ให้มัน ....
... เพียงแค่ทำแก้วใบเล็กๆ แตกหนึ่งใบ .... ก็โดนตัดเงินแล้ว .....
หรือเพียงแค่ประมาท ... หลงเชื่อใจใคร ง่ายๆ สักนิด
ก็ยังถูกโกง อย่างหน้าด้านๆ ...... ทั้งๆ ที่ทำงานเหนื่อยแทบตาย
..... แต่ก็ต้องทน .....
ทน ....
และ ก็ทน ....
ทน .... จนสามารถ “กลั่นความคิด” จากความรู้สึก ได้ว่า .....
นี่แหละ .... คือ
บทเรียนอันยิ่งใหญ่ .... ที่มาช่วยสอนข้าพเจ้า
ให้รู้ถึงคุณค่า .... ของทุกๆ สิ่ง ที่ข้าพเจ้า มองข้ามมาตลอดชีวิต .....
ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็น
ความยากลำบาก ของพ่อแม่เลย .... แม้แต่น้อย
ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น
คุณค่า ของเพื่อนเลย .... แม้สักนิด
และ .... ข้าพเจ้า ไม่เคยรู้จัก....
“ตัวตนที่แท้จริง” ของข้าพเจ้าเลย .....
จนกระทั่งถึง ณ วินาทีนี้ ..... ที่เพิ่งจะคิดได้ ....
ข้าพเจ้าพักอยู่ไกลจากตัวเมืองเมลเบิร์น พอสมควร
เพราะค่าเช่าห้องแถบนี้ ค่อนข้างถูก
และที่สำคัญ คือ มันอยู่ไม่ไกลจากทะเล มากนัก ....
หากวันใดว่างๆ ....
ข้าพเจ้าก็มักจะ เดินมานั่งเล่นริมทะเล
มองดูท้องฟ้า ดูทะเล ดูผู้คน ดูนกนางนวล ....
มองดูอ่าวเมืองเมลเบิร์น แลเห็นยอดตึกในเมือง อยู่รำไรๆ
ทะเลเงียบสงบนิ่ง ... มีลมหนาว พัดกรรโชกเป็นระยะๆ
มีแต่นกนางนวลเท่านั้น .... ที่ขวักไขว่วุ่นวาย
มองผ่านทะเล ออกไป....
ไกลจนถึงสุดเส้นขอบฟ้า ....
นึกถึงคลองสายเก่าแก่ ..... สายนั้น ....
สายน้ำไหลเอื่อยๆ ผ่านหน้าวัดปลูกฯ .....
ณ ดินแดน ที่สงบเงียบ ที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า ...
ไม่น่าเชื่อว่า .....
ตัวข้าพเจ้า จะออกจากคลองสายนั้น ....
ดั้นด้นมาเรียนรู้ ... และผจญภัยได้ไกลถึง ทะเลใหญ่เช่นนี้ ....
และหากนึกย้อนไป ถึงภาพของ ....
“เด็กหนุ่ม หน้าบ้านๆ
สวมเสื้อครุยสีแดงสด แบกดอกไม้ช่อโต
ยิ้มร่าเริง และมั่นใจในความโง่ของตนเอง .....”
ดูเหมือนว่า จะเป็นภาพที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า ....
และยิ่งมองดู ..... ยิ่งนึกทบทวนดู ...
มันก็ไม่ใช่ .... ภาพของตัวข้าพเจ้าเลย ....
ไม่ใช่แม้แต่น้อย .....
.... ลมหนาวพัดกรรโชก อีกระลอก ....
ข้าพเจ้ากำมือให้แน่นขึ้น ... ให้อุ่นกระชับ
ความเจ็บแปลบ แล่นตามร่องของเส้นวาสนา อันยิ่งใหญ่
.... บนฝ่ามืออันด้านชาของข้าพเจ้า
สะกิดเตือน ให้ข้าพเจ้ารู้ว่า ......
นี่คือ ... ชีวิตจริง ที่เรากำลังเผชิญอยู่
นี่คือ “ความจริง” ....
“ความจริง” ที่เป็น “ความเป็นจริง” ที่แท้จริง ของ “ชีวิตจริง”
ข้าพเจ้า ....คิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เมืองไทย .....
บอกกับตัวเองว่า ..... อีกไม่นาน ....
เราคงจะได้กลับบ้านเสียที ....
และบอกกับตัวเองว่า ..... ในอีกไม่ช้า ....
รอยแตก ร่องลึกบนฝ่ามือ .... คงจางหายไป .....
อาจจะเหลือทิ้งไว้ ก็เพียงแค่ ความทรงจำ ของแผลนี้ ….
... ที่ติดตรึงอยู่ในใจของข้าพเจ้า …. ตลอดกาล
ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว
ที่จะได้เริ่มต้นชีวิตจริงๆ ..... อีกครั้ง ....
...................................................................................
และ ขอมอบงานเขียน ในตอนนี้ ....
เป็นกำลังใจ แก่ชาว IE ทุกๆ คน ที่อยู่ ณ แดนไกล ... หรือ อยู่ห่างไกลจากบ้าน ...
ไม่ว่า จะกำลังทำงานอยู่ .... กำลังศึกษาต่อ ..... หรือ กำลังเรียนรู้ชีวิต ....
ขอเพียงอย่าท้อแท้ .... และ จงอย่าลืมว่า
ทุกๆ ความยากลำบาก .... ทุกๆ ความเจ็บปวด และ .... ทุกๆ ความอดทน ......
มีผลตอบแทน ที่งดงาม และ ทรงคุณค่าเสมอ ........
สายน้ำที่ไหลกลับ .... (3)
..... รอนิดนึง นะ นะ นะ ....
..... รอได้ มะ ?
...................................................

๒๐ ความคิดเห็น:
รอได้อยู่แล้วพี่เต่า . . อ่านแล้วจิตใจหวั่นไหวอ่ะ
นัทแก่ 3Z
โอ้ววว ดุเดือดเผ็ดมันส์ เหมือนกับหนังไตรภาคเลย
รอได้ครับ
รู้สึกว่าชีวิตพึ่งก้าวย่างสู่โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และก้าวข้ามผ่านมันไป ขอบคุณมากครับสำหรับทุกเรื่องที่เล่าให้ฟัง ผมจะรอเรื่องต่อไปครคับ...สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆ medicine wine@3Z-H
รอด้วยคนครับ
รีบ ๆ เข้านะ พี่เต่า รอไม่ไหวแล้ว อิอิ
You are the best teacher in my life.
โหพี่ อ่านแล้วสะกิดกลางใจเลย ชีวิตอยู่เมืองนอกที่ใครคิดว่าดีหนักหนา จริงๆแล้วมันเหงา โดดเดี่ยว ดิ้นรน ต่อสู้ยิ่งนัก ขอบอกว่าเป็นเหมือนกันเลยคับ จากชีวิตที่เคยคิดว่าดีแล้วที่เมืองไทย พอมาอยูที่นี่มันพลิกเป็นอีกด้านเลย โลกนอกกะลาผมช่างใหญ่และกว้างจิงๆ ทั้งที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว สองปี่ที่ผ่านมาทำให้ผมแกร่งขึ้นเยอะ และมันทำให้ผมกล้าที่จะหาตัวเองให้เจอ
อยากอ่านภาคต่อเร็วๆอ่ะพี่
ขอบคุณคะพี่เต๋าที่แบ่งปันประสบกาณ์ชีวิตให้พวกเรา
อ่านแล้วนึกภาพตัวเองตามได้เป็นฉากๆเลยคะ
จากที่อยู่เมืองไทยไม่ต้องดิ้นรนมาก วันๆก็เอาแต่เที่ยวเล่น
พอมาอยู่เมกา ต้องทำงานเป็นพนักงานเสริฟหลังเลิกเรียน กลับมาอพาทเมนต์ก็ต้องอ่านหนังสือเป็นตั้งๆ ระหว่างเรียนก็ต้องพยายามสมัครงานไปเรื่อยๆ เพื่อที่เรียนจบจะได้มีงานทำ พอได้งานก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน
เข้ากับสังคมคนอเมริกัน ชีวิตที่นี่มันช่างเหงานัก
ตอนนี้คิดแต่ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เราได้ประสบการณ์เท่านี้พอรึยัง อะไรคือสิ่งที่เราต้องการในที่สุด ทำไมไม่กลับไปดูแลพ่อแม่
แล้วถ้ากลับบ้านแล้วเราจะทำอะไร จะยอมหันหลังกลับมาจากชีวิตที่พยายามจะดิ้นรน
ไปให้ถึงที่ตั้งใจไว้ก่อนมาเมกา จะยอมรับได็รึเปล่า
สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัววันแล้ววันเล่าโดย
ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ต่อไป
อยากอ่านเรื่องของพี่เต๋าตอนต่อไปเร็วๆคะ
แล้วจะกลับไปเยี่ยมเร็วๆนี้นะคะ
ใช่เลยคะ ใครคิดว่าอยู่เมืองนอกแล้วสบาย จริงๆๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ อยู่บ้านเราสบายก่าเยอะเลย อย่างที่พี่บอกจิงๆๆ อยู่บ้านไม่ต้องทำรายเลย พออยู่นี่ต้องทำเองหมดเลยเป็นแจ๋วก้องานนี้แหละค่ะ แถมเวลาไปไหนมาไหนก้อต้องเดิน หรือไม่ก้อนั่งSubway ที่เหม็นๆๆ แต่ทำไงได้อ่ะคะ ไม่มีทางเลือก เราเลือกเองหนิที่จะมา สู้ๆๆตาย คิดถึงเมืองไทยจัง
ขอบคุณนะคะพี่เต๋า ที่มีเวปนี่ขึ้นมา จะติดตามต่อไปค่ะ
อ้อเกือบลืม หนุ่มๆๆพี่เต๋าหล่อจังค่ะ
มีรูปนึงพี่เต่า หน้าเหมือนน้องดั๊กเลยอะค่ะ อิอิ
แต่รูปสุดท้ายนี่เท่มากกกกกกก
ชีวิตเหมือนกรรมกรต่างด้าวบ้านเราเลยนะพี่
แต่....ใครถ่ายรูปให้อ่ะ!! บอกไม่มีเพื่อนเลย อิอิ
แหม่ม..หรอพี่ หุหุ (^o^)
ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าดีๆนะคับบ ผมจะใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในต่างประเทศนะคับ เห็นรุปพี่เต่าแล้วเชื่อหละคับว่าสมัยก่อนเป็นนายนพมาส ที่ ต.อ. จะรอฟังเรื่องต่อไปนะคับบ
สายน้ำที่ไหลกลับ
ก่อเกิดสายใยของIEลาดกระบัง
จะรออ่านสายน้ำที่ไหลกลับ3
เอ__ZN01
ขอบคุนสำหรับบทความดีดีนะคะพี่เต่า
อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นมาเลย
จะรออ่านภาคต่อไปนะคะ
แคท4z
อ่านบล๊อกพี่เต่าวันนี้สะกิดใจมากๆ กลับไปหยิบหนังสือเก่าๆที่เคยอ่านมานั่งเปิดดู เปิดไป 2-3 หน้าอ่านแล้วสะดุดเลย เลยลองคัดลอกมาให้อ่านกันเล่นๆ
"มีพวกเรามากมายเพียงใดที่ถูกพัดพาไปใน
กระแสของสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "ความเกียจคร้านอันขยันขันแข็ง" ตามปกติแล้วมีความเกียจคร้าน
อยู่หลายชนิดด้วยกันทั้งของตะวันออกและตะวันตก
ความเกียจคร้านแบบตะวันออกก็ดังเช่น
ไม่ทำอะไร หลีกเลี่ยงการงานและกิจการ
ที่มีประโยชน์ เอาแต่จิบชานินทาชาวบ้านทั่วไป
แต่ความเกียจคร้านแบบตะวันตกกลับต่างออกไป
มันคือการยัดเยียดกิจกรรมและธุระปะปังให้แก่ชีวิต
เพื่อที่จะได้ไม่มีเวลาไปครุ่นคิดเผชิญหน้า
กับความจริงในชีวิต ถ้าหากเรามองดูชีวิตของเรา เราจะเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่าเต็มไปด้วยกิจกรรมอันไร้สาระที่เรียกว่า
"ความรับผิดชอบ"มากมายเพียงใด มีคุรุท่านหนึ่งเปรียบเทียบกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็น
"การดูแลบ้านช่องในความฝัน"เราบอกกับตัวเองว่า
เราอยากจะใช้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่าของชีวิต
แต่เรากลับไม่มีเวลาหลงเหลืออยู่เลย"
จากหนังสือของ โซเกียล รินโปเช
อ่านแล้วค่อนข้างตรงกับชีวิตผมตอนนี้มากๆ
รออ่านมหากาพย์ ตอนที่ 3 อยู่ครับ
อ่านแล้วอยากกลับบ้านจังเย้ยอ่ะ..แต่..น่ะสู้ๆๆ
ขอบคุณบทความดีดีจากพี่เต่านะครับ
อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย
แล้วจะรออ่านภาคต่อไปนะครับ
ปล.เจ๊แคท4Z สบายดีป่าว??
พวกเจ๊กลับไปคนที่นี่คิดถึงกันน่ะครับ..
อ่านแล้วน้ำตาซึม
แสดงความคิดเห็น