เนื่องในโอกาส ครบรอบ
200 วัน(กว่าๆ) และ 100 ตอน
ของ IE Story....
ของ IE Story....
blog เล็กๆ บนโลก cyber
ข้าพเจ้า ขอมอบเรื่องราว ในตอนนี้ ....
มาเล่าสู่กันฟัง ....
ไม่ใช่ เรื่องความรักใน IE ... ไม่ใช่เรื่องผีๆ ทั้งหลาย ....
ไม่ใช่เรื่องร้องเรียน ฟูมฟายๆ ส่วนตัว (แบบตอนที่แล้ว) ....
แค่เป็น เรื่อง ที่อยากจะเล่า ให้ฟังกัน
ไม่โศก ไม่เศร้า ไม่ตลก ไม่อึ้ง ไม่เครียด .....
ไม่โศก ไม่เศร้า ไม่ตลก ไม่อึ้ง ไม่เครียด .....
เรื่อง ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง .....
ที่อยากให้ลองอ่าน แล้วคิด .....
เพราะไหนๆ ข้าพเจ้า ก็เขียนมา 99 ตอนแล้ว ...
และ ไหนๆ ท่านก็อ่านมา 99 ตอนแล้ว
ขอ สาระๆ บ้าง ....
ก็คงดี กระมัง ?
ข้าพเจ้าเคยเล่า ประวัติเรื่องราวของตนเอง มาหลายหน ...แต่ในวันนี้ จะขอเล่าซ้ำ แบบชี้ชัดๆ ในบางจุด ...
จุดเล็กๆ ที่น่าสนใจ ... ดังนี้
ข้าพเจ้า เติบโตมาอย่างเด็ก ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ...
คิดอะไรเอง ไม่เป็น .....
รู้แต่เพียงว่า แค่ทำตามๆ เพื่อนไป ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ดังนั้น ช่วงต้นๆ ของชีวิต ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น
ก็ไม่คิดอะไรมากมาย
ติดตามเพื่อนๆ ไปเรื่อยๆ จากมัธยมต้น ไปมัธยมปลาย
ไปเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ สจล. .... ก็ตามๆ เพื่อนๆ ไป
และ ท้ายสุด คือ การเลือกคู่ project
ก็ใช้วิธีตามเกาะเป็นกาฝาก กับ เพื่อนคนที่นิสัยดีที่สุด ....
.... ง่ายจะตาย .... ไม่ต้องคิดอะไรมาก ....
ดังนั้น ชีวิตหลังปริญญาตรีของข้าพเจ้า
ก็เป็นดั่งที่... ข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังแล้ว ในตอนที่ผ่านๆ มา
ขอเล่า ทวนสั้นๆ ว่า ....
หลังจาก ที่ข้าพเจ้าเรียนจบปริญญาโท ...
ข้าพเจ้าก็มั่นใจในตนเองสูงมากๆ ในการเปลี่ยนแปลงชีวิต
มีการวางแผนชีวิต อย่างมีระบบ มีขั้นตอน
ชีวิต ก้าวกระโดดตามหลักวิชา ....
หากทางเลือกใด ...ให้ประโยชน์แก่ตนเอง สูงสุด ....
ข้าพเจ้าจะไม่ลังเล ที่เลือกทางนั้น
ผลก็คือ ....
ทุกอย่างเจริญรุ่งเรือง และร่ำรวย อย่างรวดเร็ว ....
แต่อย่างไรก็ตาม
ตามหลักการสัจจธรรมง่ายๆ ที่ว่า....
หากผลประโยชน์ยิ่งสูงขึ้น ความเสี่ยงก็ย่อม สูงมากขึ้น ....
ดังนั้น งานสุดท้าย จึงก้าวกระโดดอย่างผิดพลาด ...
คือ การไปอยู่บริษัทขายเฮลิคอปเตอร์ ....
ขายดิบขายดี จนกระทั่งวันหนึ่งเครื่องบินตก ...
บริษัทถูกฟ้อง – หุ้นส่วนโกง – หนี้สินมากมาย
ข้าพเจ้า ก็พลอยติดร่างแห่ไปด้วย .....
หากจำไม่ผิด... ฟ้องกันไป ฟ้องกันมา ประมาณ 30-40 คดี
ในวงเกิน กว่า 50 ล้านบาท ....
ณ ตอนปี 2535 นั้น
ทุกอย่างในชีวิต ของข้าพเจ้า .... ล่มสลาย ...
ทำอะไรไม่ได้เลย
แค่จะขยับตัว ไปเดินสมัครงานใดใด ก็ทำได้ยากลำบาก....
เพราะ มีคดีความติดตัว ต้องไปขึ้นศาล วันเว้นวัน ....
สิ่งเดียวที่ทำไปวันๆ ... เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ ...
คือ ไปเซ้งร้าน ใน the MALL
นั่งขาย gift shop หลอกเด็กไปวันๆ
แม้จะรายได้ดี .... เป็นอาชีพอิสระ ... เป็นนายตนเอง
ในความรู้สึกของตนเองในขณะนั้น ....
รู้สึกว่า เป็นชีวิตที่แย่มากๆ ....
แม้ว่า จะยังโชคดี ที่การค้าขาย ยังทำเงินทำทองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ...
แต่การที่ต้อง นั่งมองเงินตัวเอง งอกขึ้นๆๆๆๆๆ ทุกวินาที
แต่ไม่รู้ว่าจะเอาเงิน ไปทำอะไร ....
ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะ ไม่กล้าเอาไปใช้ ...
เพราะ ยังรู้สึกกลัวว่าสักวัน เราอาจจะพลาดอีก ...
กลัวจะอดตาย .... กลัวจะต้องแก่ตัวลงไป อย่างคนมีหนี้สิน
.... มีเงินมากขึ้นๆ ..... มันก็ทุกข์ มากๆ ขึ้น .....
กลัว-ความ-จน-อ่ะ ...
ทุกวัน ตอนบ่ายๆ เย็นๆ หัวค่ำๆ ....
ข้าพเจ้าต้องไปนั่งเฝ้าร้าน ....
ไม่ใช่เพราะขยัน ....
แต่เป็นเพราะ รู้ดีว่า ณ ช่วงเวลานั้น ที่ร้านจะขายดี ....
ข้าพเจ้า กลัวว่า เด็กลูกจ้างและพนักงานขาย จะโกงเงินเรา ....
จึงต้องไปนั่งเฝ้าร้านเอง ....
สายตา จับจ้องผลประโยชน์ของตนเอง แทบทุกบาททุกสตางค์ ...
.... กลัวโดนโกงสุดๆ .... งกผลประโยชน์สุดๆ
จำได้ดีว่า ....
ณ วินาทีนั้น ..... บอกตัวเองว่า
"ชีวิตเรา คงจะได้เป็นแค่นี้หละ ....."
จะไปทำมาหากิน เป็นวิศวกร .... ก็คงจะทำอะไรไม่เป็นแล้ว ....
ตัวเองก็ แก่ลงๆ ทุกวินาที .... คงจะจบสิ้นแล้ว ชีวิตนี้ ....
ทุกๆ วัน ข้าพเจ้าต้องตื่นแต่เช้า ....
ไปตลาดสำเพ็ง ตลาดปีนัง หรือขับรถไปจังหวัดใกล้ๆ ...
ไปหาของแปลกๆ สวยๆ ถูกๆ มาเข้าร้าน ....
ทุกๆ เย็น ต้องรีบกลับมานั่งเป็น หมาเฝ้าสมบัติ .....
ดังนั้น ชีวิต ณ ตอนนั้น ...
ไม่รู้จักวันเสาร์อาทิตย์ .....
ไม่รู้จักวันหยุดทางศาสนา .... วันพ่อวันแม่ ก็ไม่เคยรู้จัก
รู้เพียงอย่างเดียวว่า ....
วันเหล่านั้น ที่ร้านขายดี ....
เราต้องอยู่เฝ้าร้านทั้งวัน ...... เฝ้าทรัพย์สมบัติอย่างหวงแหน
ไม่เคยเทียวต่างจังหวัด .... ไม่เคยคิดจะถ่ายรูป
ไม่คิด จะพบเจอเพื่อนฝูงทั้งหลาย ....
ไม่คิด จะหา “รักแท้” ....
ไม่เคย มองเห็น "ความงาม" ของทุกสรรพสิ่งรอบกาย
รู้แต่ว่า ....
“กูต้องรวยๆๆๆๆ .... กูต้องไม่ผิดพลาดอีกๆๆๆๆ .....”
ดังนั้น หากถามตนเองในขณะนั้นว่า
“กูมีความสุขไหม? ”......
ข้าพเจ้า ก็คงตอบได้ทันที ว่า
“ไม่” ... อย่างแน่นอน
ข้าพเจ้า จำความรู้สึกได้ดีว่า .....
หากมีคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เพื่อน” มาที่ร้าน
หากหลบหน้าได้ .... ข้าพเจ้าจะหลบทันที ...
ไม่ใช่เพราะ กลัวเขาจะขอลดราคา .....
แต่ข้าพเจ้ารู้สึก “อาย” อ่ะ
อาย เพราะรู้สึกว่า ..... ชีวิตเราน่าไปได้ดีกว่านี้
อีกทั้ง …..
ข้าพเจ้า ยังคุย “โม้” เกี่ยวกับตัวเองไว้มากมาย ....
จึงทนไม่ได้ .... หากจะต้องเจอเพื่อน
เพราะ เห็นเพื่อนๆ ก้าวหน้า มีตำแหน่ง มีฐานะทางสังคม
มีครอบครัว .... มีทางเดินชีวิตที่มั่นคง ....
เห็นแล้วมัน “อิจฉา” จริงๆ ....
ณ วันหนึ่ง กลางๆ ฤดูร้อน ..... ของปี 2535
ชายร่างเตี้ยป้อม ท่านหนึ่ง .... เดินหลงเข้ามาในร้าน ....
แม้ว่า ข้าพเจ้าจะมองเห็นด้วยหางตา .... ก็จำท่าทางได้ดีว่า
นี่คือ เพื่อนลาดกระบังของข้าพเจ้า ....
เขา เป็น “คู่ project” ที่ทำปริญญานิพนธ์ปริญญาตรี มาด้วยกัน ....
อีกทั้ง สมัยที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ....
ก็ยังเริ่มงานแรกด้วยกัน ที่ธนาคารกสิกรไทย ...
ในตำแหน่ง คนเขียนโปรแกรม มาด้วยกัน ....
จากนั้น ต่างก็แยกจากกัน ตามครรลองของชีวิต ....
ข่าวสุดท้าย ที่ข้าพเจ้ารู้เกี่ยวกับเขา ก็คือ ....
เขาทำงานสักพัก ก็ไปเรียนต่อปริญญาโท ที่อเมริกา ...
ณ วินาที นั้น .....
ข้าพเจ้า มีแค่ 2 ทางเลือก ......
หนึ่ง ... หลบหน้ามัน เดินหนีเข้าหลังร้าน ....
แบบว่า ขี้เกียจเจอหน้ามึงอ่ะ ...
กับ ...
สอง ... เข้าไปทักทาย .... ในฐานะเพื่อน ...
... เพื่อนที่ “พิเศษ” กว่า เพื่อนคนอื่นๆ ...
เพราะเป็น เพื่อนคู่ project ที่ทำงานมาด้วยกัน ....
ทั้งๆ ความจริงแล้ว .... ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ....
มันทำให้ข้าพเจ้าตลอด แทบจะทั้งหมด ....
อาจพูดได้เต็มปากว่า ... ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตปริญญาตรี ....
สำเร็จได้ด้วยเพื่อนคนนี้ ....
เพื่อนที่ดีที่สุด คนหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ...
และ การตัดสินใจในครั้งนี้
ไม่น่า จะมีผล ต่อชีวิตในปัจจุบันของข้าพเจ้า หรือ
แต่ความจริงแล้ว ... มันมีผลจริงๆ ....
ด้วยคุณความดีของเพื่อน ที่เป็น “ผู้ให้” ต่อข้าพเจ้า มาตลอด ...
ทำให้ ข้าพเจ้า รู้สึกละอายใจเล็กๆ ....
ข้าพเจ้า .... จึงตัดสินใจ เดินเข้าไปคุยกับเพื่อน ...
จากนั้น ... ทุกอย่างก็เข้าสู่บรรยากาศเดิมๆ ....
เพื่อน คุยกับเพื่อน ..... ในเรื่องต่างๆ มากมาย
คุยกันมากมาย ....
เพื่อน ชื่นชมที่ข้าพเจ้าสู้ชีวิต ....
ข้าพเจ้า ชื่นชม ที่เพื่อนมีชีวิตที่สดใส มีศักยภาพที่ก้าวหน้า
เพราะเพิ่งจะจบปริญญาโทจากเมืองนอกใหม่ๆ ....
มีโอกาสก้าวไปไกล .....
เพื่อน มีฝันที่สวยงาม .... อยากทำงานเพื่อชาติ ....
อยากสอนหนังสือเด็กๆ ...
อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ....
ซึ่งก็เป็น “ทัศนคติ” ที่ต่างกับข้าพเจ้าอย่างสุดขั้ว
ข้าพเจ้า คิดแต่เรื่อง หาเลี้ยงชีพวันต่อวัน ...
อีกทั้ง ยังต้องเสียเวลากับเรื่องราวคดีความ
ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า .....
ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ....
แค่อยากจะช่วยเพื่อนบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี ....
เพราะตัวข้าพเจ้าเอง ก็มีเวลาว่างทั้งวัน ....
ได้ทำอะไร เล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนบ้าง .... ก็คงจะดี ...
ทุกอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า ....
..... และ เรื่องราว กลับกลายเป็นว่า ....
นับจากเวลานั้น .... ก็ 15 ปีกว่าๆ แล้ว ....
ชีวิตและมุมมอง ของข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ข้าพเจ้า กลายเป็นคนใหม่ ...
โจทย์ใหม่ในชีวิตใหม่ สนุกกว่าเดิมยิ่งนัก ...เช่น
จากโจทย์เดิม ...
และที่สำคัญ
ดังนั้น ....
แต่หากจะนับ เฉพาะความสุข ....
แต่ มันน่าแปลกมากๆ ....
"การฝันแบบคนบ้า ...
กับ
"การฝันแบบคนมีอุดมการณ์ ....
สองประเด็นนี้ ...
แต่บทสรุป ณ ปัจจุบัน คือ ข้อพิสูจน์ ..... ที่เห็นได้อย่างชัดเจน
ตอนจบ ของ IE Story ...
ก็มักจะเป็นแบบว่า ....
"โอว์ .... พี่เต่าเก่งสุดๆ .... พี่เต่าสุดยอด ..... "
.... ดังนั้น .....
"โอว์ ... เรื่องในตอนนี้ ....
... ฟังพี่เล่า ต่อไปอีกสักนิด ... นะ นะ นะ ...
โดยสรุป ....
นับจากวันนั้น ... 15 ปีที่แล้ว ...
เพื่อนของข้าพเจ้า ก็ไม่ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตามที่ฝันไว้ ...
แต่ก็ยังไม่ทิ้งอุดมการณ์ ที่อยากจะช่วยสังคม ทำงานเพื่อประเทศชาติ ...
ดังนั้น เพื่อน จึงตัดสินใจ เข้าสู่แวดวงการเมือง ....
เขามีเหตุผลเล็กๆ ว่า .....
และ ....
ตราบจน วันนี้ .....
เวลาผ่านไป 15 ปี แล้ว ....
.... 15 ปี ที่ผ่านมา .... มีการเลือกตั้งมาแล้ว 6 ครั้ง ....
และกำลังจะมีครั้งล่าสุด ... ในสัปดาห์หน้า นี้....
เพื่อน ก็ลงสมัครอีก ....
เพราะ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ....
เพื่อน ก็ “สอบตก” .... ทุกครั้ง ...
ไม่เคย สมหวัง ..... แม้เพียงสักครั้งเดียว .....
อย่าว่าแต่ “สมหวัง” เลย ......
แค่เฉียดๆ เฉี่ยวๆ ...สักเพียงเล็กน้อย ก็ยังไม่เคยเลย
.... แต่ เพื่อน ก็ยังไม่ทิ้งฝัน ทิ้งอุดมการณ์ ....
ยังเดินท่อมๆ หาเสียง .....
ไปงานแต่งงาน ไปงานศพ ไปงานบวช ...
ฝนตก น้ำท่วม ฝนแล้ง น้ำขาด .....
ก็ออกไปพบประชาชน .... ลงพื้นที่เสมอ ....
ทำกิจกรรมอะไรๆ มากมาย .... ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ว่า .....
..... “ปัจจัย” สำคัญที่สุด ....
“เส้นบางๆ” ระหว่าง
.... สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น ....
ก็มองบทบาท และให้กำลังใจแก่เพื่อนรัก คนนี้ อย่างเงียบๆ ...
และ คงจะไม่เอาชีวิตของเพื่อน
มาเปรียบเทียบกับ ชีวิตของตัวเองอย่างแน่นอน .....
อีกทั้ง
“... 15 ปีที่ผ่านมา ..... เพื่อนรัก กำลังทำอะไรอยู่หนอ ?”
ข้าพเจ้า เพียงแค่ ....
... ณ วันหนึ่งวันใด ในชีวิตการทำงานของข้าพเจ้า ...
ณ วันหนึ่งวันใด ....
หนึ่ง ... อย่าละทิ้งความฝัน
จงตามล่าความฝันไป .... ให้เต็มที่
แต่ อย่าลืมมองดู เส้นบางๆ ระหว่าง
แต่ หลบหน้าหลบตา ....
คงจะ ไม่มีหนทางใดๆ .....
แต่ ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า .....
ตัวเราเอง ....
เลือกที่จะ “ลิขิต” ชีวิตของเรา ได้เช่นกัน ....
ข้าพเจ้า เติบโตมาอย่างเด็ก ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ...คิดอะไรเอง ไม่เป็น .....
รู้แต่เพียงว่า แค่ทำตามๆ เพื่อนไป ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ดังนั้น ช่วงต้นๆ ของชีวิต ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น
ก็ไม่คิดอะไรมากมาย
ติดตามเพื่อนๆ ไปเรื่อยๆ จากมัธยมต้น ไปมัธยมปลาย
ไปเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ สจล. .... ก็ตามๆ เพื่อนๆ ไป
และ ท้ายสุด คือ การเลือกคู่ project
ก็ใช้วิธีตามเกาะเป็นกาฝาก กับ เพื่อนคนที่นิสัยดีที่สุด ....
.... ง่ายจะตาย .... ไม่ต้องคิดอะไรมาก ....
ดังนั้น ชีวิตหลังปริญญาตรีของข้าพเจ้า
ก็เป็นดั่งที่... ข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังแล้ว ในตอนที่ผ่านๆ มา
ขอเล่า ทวนสั้นๆ ว่า ....
ข้าพเจ้าก็มั่นใจในตนเองสูงมากๆ ในการเปลี่ยนแปลงชีวิต
มีการวางแผนชีวิต อย่างมีระบบ มีขั้นตอน
ชีวิต ก้าวกระโดดตามหลักวิชา ....
หากทางเลือกใด ...ให้ประโยชน์แก่ตนเอง สูงสุด ....
ข้าพเจ้าจะไม่ลังเล ที่เลือกทางนั้น
ผลก็คือ ....
ทุกอย่างเจริญรุ่งเรือง และร่ำรวย อย่างรวดเร็ว ....
แต่อย่างไรก็ตาม
ตามหลักการสัจจธรรมง่ายๆ ที่ว่า....
หากผลประโยชน์ยิ่งสูงขึ้น ความเสี่ยงก็ย่อม สูงมากขึ้น ....
ดังนั้น งานสุดท้าย จึงก้าวกระโดดอย่างผิดพลาด ...
คือ การไปอยู่บริษัทขายเฮลิคอปเตอร์ ....
ขายดิบขายดี จนกระทั่งวันหนึ่งเครื่องบินตก ...
บริษัทถูกฟ้อง – หุ้นส่วนโกง – หนี้สินมากมาย
ข้าพเจ้า ก็พลอยติดร่างแห่ไปด้วย .....
หากจำไม่ผิด... ฟ้องกันไป ฟ้องกันมา ประมาณ 30-40 คดี
ในวงเกิน กว่า 50 ล้านบาท ....
ณ ตอนปี 2535 นั้นทุกอย่างในชีวิต ของข้าพเจ้า .... ล่มสลาย ...
ทำอะไรไม่ได้เลย
แค่จะขยับตัว ไปเดินสมัครงานใดใด ก็ทำได้ยากลำบาก....
เพราะ มีคดีความติดตัว ต้องไปขึ้นศาล วันเว้นวัน ....
สิ่งเดียวที่ทำไปวันๆ ... เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ ...
คือ ไปเซ้งร้าน ใน the MALL
นั่งขาย gift shop หลอกเด็กไปวันๆ
แม้จะรายได้ดี .... เป็นอาชีพอิสระ ... เป็นนายตนเอง
ในความรู้สึกของตนเองในขณะนั้น ....
รู้สึกว่า เป็นชีวิตที่แย่มากๆ ....
แม้ว่า จะยังโชคดี ที่การค้าขาย ยังทำเงินทำทองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ...
แต่การที่ต้อง นั่งมองเงินตัวเอง งอกขึ้นๆๆๆๆๆ ทุกวินาที
แต่ไม่รู้ว่าจะเอาเงิน ไปทำอะไร ....
ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะ ไม่กล้าเอาไปใช้ ...
เพราะ ยังรู้สึกกลัวว่าสักวัน เราอาจจะพลาดอีก ...
กลัวจะอดตาย .... กลัวจะต้องแก่ตัวลงไป อย่างคนมีหนี้สิน
.... มีเงินมากขึ้นๆ ..... มันก็ทุกข์ มากๆ ขึ้น .....
กลัว-ความ-จน-อ่ะ ...
ทุกวัน ตอนบ่ายๆ เย็นๆ หัวค่ำๆ ....ข้าพเจ้าต้องไปนั่งเฝ้าร้าน ....
ไม่ใช่เพราะขยัน ....
แต่เป็นเพราะ รู้ดีว่า ณ ช่วงเวลานั้น ที่ร้านจะขายดี ....
ข้าพเจ้า กลัวว่า เด็กลูกจ้างและพนักงานขาย จะโกงเงินเรา ....
จึงต้องไปนั่งเฝ้าร้านเอง ....
สายตา จับจ้องผลประโยชน์ของตนเอง แทบทุกบาททุกสตางค์ ...
.... กลัวโดนโกงสุดๆ .... งกผลประโยชน์สุดๆ
จำได้ดีว่า ....
ณ วินาทีนั้น ..... บอกตัวเองว่า
"ชีวิตเรา คงจะได้เป็นแค่นี้หละ ....."
จะไปทำมาหากิน เป็นวิศวกร .... ก็คงจะทำอะไรไม่เป็นแล้ว ....
ตัวเองก็ แก่ลงๆ ทุกวินาที .... คงจะจบสิ้นแล้ว ชีวิตนี้ ....
ทุกๆ วัน ข้าพเจ้าต้องตื่นแต่เช้า ....ไปตลาดสำเพ็ง ตลาดปีนัง หรือขับรถไปจังหวัดใกล้ๆ ...
ไปหาของแปลกๆ สวยๆ ถูกๆ มาเข้าร้าน ....
ทุกๆ เย็น ต้องรีบกลับมานั่งเป็น หมาเฝ้าสมบัติ .....
ดังนั้น ชีวิต ณ ตอนนั้น ...
ไม่รู้จักวันเสาร์อาทิตย์ .....
ไม่รู้จักวันหยุดทางศาสนา .... วันพ่อวันแม่ ก็ไม่เคยรู้จัก
รู้เพียงอย่างเดียวว่า ....
วันเหล่านั้น ที่ร้านขายดี ....
เราต้องอยู่เฝ้าร้านทั้งวัน ...... เฝ้าทรัพย์สมบัติอย่างหวงแหน
ไม่เคยเทียวต่างจังหวัด .... ไม่เคยคิดจะถ่ายรูป
ไม่คิด จะพบเจอเพื่อนฝูงทั้งหลาย ....
ไม่คิด จะหา “รักแท้” ....
ไม่เคย มองเห็น "ความงาม" ของทุกสรรพสิ่งรอบกาย
รู้แต่ว่า ....
“กูต้องรวยๆๆๆๆ .... กูต้องไม่ผิดพลาดอีกๆๆๆๆ .....”
ดังนั้น หากถามตนเองในขณะนั้นว่า
“กูมีความสุขไหม? ”......
ข้าพเจ้า ก็คงตอบได้ทันที ว่า
“ไม่” ... อย่างแน่นอน
ข้าพเจ้า จำความรู้สึกได้ดีว่า .....หากมีคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เพื่อน” มาที่ร้าน
หากหลบหน้าได้ .... ข้าพเจ้าจะหลบทันที ...
ไม่ใช่เพราะ กลัวเขาจะขอลดราคา .....
แต่ข้าพเจ้ารู้สึก “อาย” อ่ะ
อาย เพราะรู้สึกว่า ..... ชีวิตเราน่าไปได้ดีกว่านี้
อีกทั้ง …..
ข้าพเจ้า ยังคุย “โม้” เกี่ยวกับตัวเองไว้มากมาย ....
จึงทนไม่ได้ .... หากจะต้องเจอเพื่อน
เพราะ เห็นเพื่อนๆ ก้าวหน้า มีตำแหน่ง มีฐานะทางสังคม
มีครอบครัว .... มีทางเดินชีวิตที่มั่นคง ....
เห็นแล้วมัน “อิจฉา” จริงๆ ....
ณ วันหนึ่ง กลางๆ ฤดูร้อน ..... ของปี 2535ชายร่างเตี้ยป้อม ท่านหนึ่ง .... เดินหลงเข้ามาในร้าน ....
แม้ว่า ข้าพเจ้าจะมองเห็นด้วยหางตา .... ก็จำท่าทางได้ดีว่า
นี่คือ เพื่อนลาดกระบังของข้าพเจ้า ....
เขา เป็น “คู่ project” ที่ทำปริญญานิพนธ์ปริญญาตรี มาด้วยกัน ....
อีกทั้ง สมัยที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ....
ก็ยังเริ่มงานแรกด้วยกัน ที่ธนาคารกสิกรไทย ...
ในตำแหน่ง คนเขียนโปรแกรม มาด้วยกัน ....
จากนั้น ต่างก็แยกจากกัน ตามครรลองของชีวิต ....
ข่าวสุดท้าย ที่ข้าพเจ้ารู้เกี่ยวกับเขา ก็คือ ....
เขาทำงานสักพัก ก็ไปเรียนต่อปริญญาโท ที่อเมริกา ...
ณ วินาที นั้น .....ข้าพเจ้า มีแค่ 2 ทางเลือก ......
หนึ่ง ... หลบหน้ามัน เดินหนีเข้าหลังร้าน ....
แบบว่า ขี้เกียจเจอหน้ามึงอ่ะ ...
กับ ...
สอง ... เข้าไปทักทาย .... ในฐานะเพื่อน ...
... เพื่อนที่ “พิเศษ” กว่า เพื่อนคนอื่นๆ ...
เพราะเป็น เพื่อนคู่ project ที่ทำงานมาด้วยกัน ....
ทั้งๆ ความจริงแล้ว .... ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ....
มันทำให้ข้าพเจ้าตลอด แทบจะทั้งหมด ....
อาจพูดได้เต็มปากว่า ... ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตปริญญาตรี ....
สำเร็จได้ด้วยเพื่อนคนนี้ ....
เพื่อนที่ดีที่สุด คนหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ...
“ ควรจะเดินไปทักทาย พูดคุยกับเพื่อนดีหรือไม่?”
น่าจะเป็นประเด็น ที่เล็กน้อยจริงๆ ....
น่าจะเป็นประเด็น ที่เล็กน้อยจริงๆ ....
และ การตัดสินใจในครั้งนี้
ไม่น่า จะมีผล ต่อชีวิตในปัจจุบันของข้าพเจ้า หรือ
มีผลต่อ ภาค IE ของพวกเราเลย ....
แต่ความจริงแล้ว ... มันมีผลจริงๆ ....
มีผลอย่างใหญ่หลวง ....
มีผลใหญ่ยิ่งใหญ่จริงๆ ....
ดังนั้น
มีผลใหญ่ยิ่งใหญ่จริงๆ ....
ดังนั้น
ทำให้ ข้าพเจ้า รู้สึกละอายใจเล็กๆ ....
หากจะแกล้งหลบหน้า ไม่ไปทักทายเพื่อน
ในที่สุด ...
ข้าพเจ้า .... จึงตัดสินใจ เดินเข้าไปคุยกับเพื่อน ...
จากนั้น ... ทุกอย่างก็เข้าสู่บรรยากาศเดิมๆ ....เพื่อน คุยกับเพื่อน ..... ในเรื่องต่างๆ มากมาย
คุยกันมากมาย ....
ข้าพเจ้า ชื่นชม ที่เพื่อนมีชีวิตที่สดใส มีศักยภาพที่ก้าวหน้า
เพราะเพิ่งจะจบปริญญาโทจากเมืองนอกใหม่ๆ ....
มีโอกาสก้าวไปไกล .....
อยากสอนหนังสือเด็กๆ ...
อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ....
ซึ่งก็เป็น “ทัศนคติ” ที่ต่างกับข้าพเจ้าอย่างสุดขั้ว
ข้าพเจ้า คิดแต่เรื่อง หาเลี้ยงชีพวันต่อวัน ...
อีกทั้ง ยังต้องเสียเวลากับเรื่องราวคดีความ
และจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต อีกมากมาย
ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า .....
เพื่อนอยากจะเข้าไปที่คณะฯ เพื่อไปสมัครเป็นอาจารย์
ข้าพเจ้าจึงไม่รีรอ ที่จะช่วยขับรถไปส่งให้ ที่ลาดกระบัง ....
ข้าพเจ้าจึงไม่รีรอ ที่จะช่วยขับรถไปส่งให้ ที่ลาดกระบัง ....
ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ....
แค่อยากจะช่วยเพื่อนบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี ....
เพราะตัวข้าพเจ้าเอง ก็มีเวลาว่างทั้งวัน ....
ได้ทำอะไร เล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนบ้าง .... ก็คงจะดี ...
เมื่อข้าพเจ้า เข้าไปส่งเพื่อนที่ลาดกระบัง .... ณ วันนั้น
ทุกอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า ....
ก็เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง .....
..... และ เรื่องราว กลับกลายเป็นว่า ....
ข้าพเจ้า... ก็กลายเป็นครู ณ ภาควิชา IE ตราบจนทุกวันนี้ ....
นับจากเวลานั้น .... ก็ 15 ปีกว่าๆ แล้ว ....ชีวิตและมุมมอง ของข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ข้าพเจ้า กลายเป็นคนใหม่ ...
มีสมองใหม่ .... ความนึกคิดใหม่ ....
โจทย์ใหม่ในชีวิตใหม่ สนุกกว่าเดิมยิ่งนัก ...
จากโจทย์เดิม ...
"ทำอย่างไร? จึงจะหาเงินได้มากที่สุด"
กลายป็น ...
"ทำอย่างไร? ... จึงจะใช้เงินให้น้อยที่สุด"
และที่สำคัญ
ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ....
ข้าพเจ้า กลายเป็นคนใหม่ ...
จากคนที่ เคยรู้สึกสิ้นหวังใน ชีวิตของตน .....
กลายเป็น คนที่รู้สึกว่า
ชีวิตของตนนั้น “มีคุณค่า” มากกว่าเดิมยิ่งนัก .....
ดังนั้น ....
ห้าปีแรก ของการทำงาน ....
คือ การวางแผน เตรียมการ
และ การกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ...
เพื่อเตรียมการใหญ่ สำหรับภาควิชาเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
และ การกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ...
เพื่อเตรียมการใหญ่ สำหรับภาควิชาเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
การทำงานต่อ ในช่วงเวลาอีก 10 ปีต่อมา ....
ก็คือ การเปิดดำเนินกิจการ ... ภาค IE ของพวกเรา
ดังนั้น
หากมีใคร ถามข้าพเจ้าว่า ....
10 ปีที่ผ่านมา ....ข้าพเจ้ารู้สึกอย่างไร กับงานที่ทำ ...?
ข้าพเจ้า ก็จะตอบได้ง่ายๆ ว่า
หากจะนับ เฉพาะความทุกข์
..... มันก็แสนสาหัส เกินพรรณนา
แต่หากจะนับ เฉพาะความสุข ....
มันก็สุขแบบคุ้มค่าสุดๆ กับ สิ่งที่เราต้องอดทน ....
มันเป็น "ที่สุด" แห่งชีวิตการทำงานจริงๆ ....
หากมองเปรียบเทียบ ว่า
"การฝันแบบคนบ้า ...
พูดแบบคนบ้า .... ทำงานแบบคนบ้า .... "
"การฝันแบบคนมีอุดมการณ์ ....
พูดแบบคนมีอุดมการณ์ .... ทำงานแบบคนมีอุดมการณ์ "
สองประเด็นนี้ ...
ถูกคั่นไว้ด้วย "เส้นเล็กๆ บางๆ" อย่างแท้จริง ....
ตอนจบ ของ IE Story ...
ก็มักจะเป็นแบบว่า ....
มิได้จบ เพียงแค่นี้หรอก ..... น้องรักทั้งหลาย "
... ฟังพี่เล่า ต่อไปอีกสักนิด ... นะ นะ นะ ...
โดยสรุป ....
นับจากวันนั้น ... 15 ปีที่แล้ว ...
เพื่อนของข้าพเจ้า ก็ไม่ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตามที่ฝันไว้ ...
แต่ก็ยังไม่ทิ้งอุดมการณ์ ที่อยากจะช่วยสังคม ทำงานเพื่อประเทศชาติ ...
ดังนั้น เพื่อน จึงตัดสินใจ เข้าสู่แวดวงการเมือง ....
เขามีเหตุผลเล็กๆ ว่า .....
การอยู่ในวงการ การเมือง
คงจะช่วยสังคมในวงกว้างได้ ในระดับนโยบายของชาติ ....
ดังนั้น .....
คงจะช่วยสังคมในวงกว้างได้ ในระดับนโยบายของชาติ ....
ดังนั้น .....
เพื่อนจึงลงสมัครเป็น สส. ในจังหวัดบ้านเกิด ....
และ ....
ตราบจน วันนี้ .....
เวลาผ่านไป 15 ปี แล้ว ....
.... 15 ปี ที่ผ่านมา .... มีการเลือกตั้งมาแล้ว 6 ครั้ง ....
และกำลังจะมีครั้งล่าสุด ... ในสัปดาห์หน้า นี้....
เพื่อน ก็ลงสมัครอีก ....
และก็คงจะ “สอบตก” อีก อย่างแน่นอน
เพราะ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ....
เพื่อน ก็ “สอบตก” .... ทุกครั้ง ...
ไม่เคย สมหวัง ..... แม้เพียงสักครั้งเดียว .....
อย่าว่าแต่ “สมหวัง” เลย ......
แค่เฉียดๆ เฉี่ยวๆ ...สักเพียงเล็กน้อย ก็ยังไม่เคยเลย
.... แต่ เพื่อน ก็ยังไม่ทิ้งฝัน ทิ้งอุดมการณ์ ....ยังเดินท่อมๆ หาเสียง .....
ไปงานแต่งงาน ไปงานศพ ไปงานบวช ...
ฝนตก น้ำท่วม ฝนแล้ง น้ำขาด .....
ก็ออกไปพบประชาชน .... ลงพื้นที่เสมอ ....
ทำกิจกรรมอะไรๆ มากมาย .... ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ว่า .....
..... “ปัจจัย” สำคัญที่สุด ....
ที่ใช้ช่วยในการได้คะแนนเสียง
ก็คือ “ปัจจัย” อีกนั่นแหละ ......
แต่เพื่อน ก็ยังทน ทำในสิ่งที่ .. ตนรัก ตนฝันอยู่ ....
..... ทนทำ ทั้งๆ ที่อาจจะ รู้อยู่แก่ใจว่า .....
มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำได้สำเร็จ ....
ก็คือ “ปัจจัย” อีกนั่นแหละ ......
แต่เพื่อน ก็ยังทน ทำในสิ่งที่ .. ตนรัก ตนฝันอยู่ ....
..... ทนทำ ทั้งๆ ที่อาจจะ รู้อยู่แก่ใจว่า .....
มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำได้สำเร็จ ....
ในโลกยุควัตถุนิยม เยี่ยงนี้ .....
“เส้นบางๆ” ระหว่าง
โลกแห่งความฝัน+อุดมการณ์ กับ โลกแห่งความเป็นจริง .....
เป็นเรื่องที่ ท้าทายทางความคิดมากๆ .....
เป็นเรื่องที่ ท้าทายทางความคิดมากๆ .....
.... สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น ....ก็มองบทบาท และให้กำลังใจแก่เพื่อนรัก คนนี้ อย่างเงียบๆ ...
และ คงจะไม่เอาชีวิตของเพื่อน
มาเปรียบเทียบกับ ชีวิตของตัวเองอย่างแน่นอน .....
อีกทั้ง
คงจะมิอาจเอื้อม ที่จะวิจารณ์ หรือ กล้าสงสัย ว่า ...
“... 15 ปีที่ผ่านมา ..... เพื่อนรัก กำลังทำอะไรอยู่หนอ ?”
ข้าพเจ้า เพียงแค่ ....
จะดูชีวิตของเพื่อน ไว้เป็นบทเรียนสอนใจ ว่า
... ณ วันหนึ่งวันใด ในชีวิตการทำงานของข้าพเจ้า ...
ณ วันหนึ่งวันใด ....
ที่ข้าพเจ้า รู้สึก เหนื่อย ท้อ .... เวลาที่เจออะไรแย่ๆ ...
อย่างน้อย .... ข้าพเจ้า ก็ยังคงมี “เพื่อน” ที่ดีที่สุดคนหนึ่ง
ที่มีชีวิต อยู่ได้ด้วยการกินอุดมการณ์ เสพความฝัน
อย่างน้อย .... ข้าพเจ้า ก็ยังคงมี “เพื่อน” ที่ดีที่สุดคนหนึ่ง
ที่มีชีวิต อยู่ได้ด้วยการกินอุดมการณ์ เสพความฝัน
และ ยึดมั่นในความเชื่อ ....
และ
อดทน อย่างหนักหนาสาหัสมาก
มาก .... มากๆ .... ยิ่งกว่าข้าพเจ้า .... หลายๆ เท่ายิ่งนัก ...
มาก .... มากๆ .... ยิ่งกว่าข้าพเจ้า .... หลายๆ เท่ายิ่งนัก ...
ของตอนที่ 100 ของ IE Story ….
ข้าพเจ้า มีประเด็นจะฝากให้คิด .... สักสองประเด็น ....
คือ
ข้าพเจ้า มีประเด็นจะฝากให้คิด .... สักสองประเด็น ....
คือ
หนึ่ง ... อย่าละทิ้งความฝัน
จงตามล่าความฝันไป .... ให้เต็มที่
แต่ อย่าลืมมองดู เส้นบางๆ ระหว่าง
“โลกแห่งความฝัน” กับ .... “โลกแห่งความจริง” ....
จงดูให้ดี ๆ .... ดูดีๆ .....
และ
จงดูให้ดี ๆ .... ดูดีๆ .....
และ
ที่ถูก ที่ควร ... แม้เพียงสัก เล็กๆ น้อยๆ ... ...
ให้กับ “เพื่อน” หรือ ใครสักคน ที่เราแคร์ ....
เพราะ
....
...
.
.
ณ วันนั้น ... 15 ปี ที่แล้ว ณ the Mall …
หากข้าพเจ้า ตัดสินใจ ...
หากข้าพเจ้า ตัดสินใจ ...
“ไม่” เข้าไปพูดคุย ทักทาย “เพื่อนรัก” ....
แต่ หลบหน้าหลบตา ....
หรือ ไม่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ช่วยขับรถให้เพื่อน
.....
..
.
...... ชีวิต ของข้าพเจ้า .....
คงจะยังคง จมอยู่ในปลัก แห่งความร่ำรวยปลอมๆ ...
...... ชีวิต ของข้าพเจ้า .....
คงจะยังคง จมอยู่ในปลัก แห่งความร่ำรวยปลอมๆ ...
บนกองทุกข์ ไปอีกนานแสนนาน .....
คงจะ ไม่มีหนทางใดๆ .....
ที่จะกลับกลาย.... มาเป็น “ครูสอนหนังสือ” ได้
อย่างแน่นอน ที่สุด ...
เรื่องของ “โชคชะตา .... ฟ้าลิขิต .....”
เป็นสิ่งที่ ไม่ควรท้าทาย ...
เป็นสิ่งที่ ไม่ควรท้าทาย ...
แต่ ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า .....
ตัวเราเอง ....
เลือกที่จะ “ลิขิต” ชีวิตของเรา ได้เช่นกัน ....
.......................................................








๒๑ ความคิดเห็น:
จะไม่ลืมสิ่งที่พี่เต่าบอกไว้ในบทความนี้ ครับ..สิทธิ์IE01
วันนี้ ขอเริ่มต้นการรักชาติง่ายๆ ด้วยการไปเลือกตั้งครับ ...
23 ธค. 50
Thanks for your writing krab. You have made me aware of some vital things that I might have forgotten and need to do.
Once again thank you a million for this reminder krab.
ได้มุมมองหใม่ให้กับชีวิตอีแล้วครับ
ขอบคุณมากๆครับพี่เต่า
อย่างแรกขอบอกเลยว่ารูปสวยมากๆครับ
(แม้จะรู้ว่า เซ็ทขึ้นมา นิ..โหน่ย..อิอิ!!)
ไม่รู้ว่าจะเชื่ออันไหนดีครับ ระหว่าง
ทำตามความฝันของเรา หรือ ปล่อยให้ฟ้าลิขิต
อย่างงี้คงต้องรวมกันซะแระ..คือ
ทำตามฝันโดยชะตาฟ้าลิขิต หุหุ..ดั่งคำกล่าว
"คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต" เอิ๊กๆ!!..
art zn01
และ จากนั้น .....
เมื่อข้าพเจ้า เข้าไปส่งเพื่อนที่ลาดกระบัง .... ณ วันนั้น
ทุกอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า ....
ก็เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง ..... (อ้างอิง)
พี่เต่าเข้าไปส่งเพื่อนแล้วได้พบอะไร ยังไงหรอครับ อยากฟังอีกอ่ะ ว่าวันนั้นพี่เต่าได้พบอะไร ที่ทำให้พี่เต่ามีมุมมองที่เปลี่ยนไป ^O^ หรือว่าก็เพราะบทสนทนากับเพื่อนคนนั้นอ่ะฮะ
Xjapan Zn06
ผมไม่เคย อ่านบล็อกใครเหมือนกัน
วันหนึ่งมีคนแนะนำให้ผมลองอ่านของพี่เต่า ที่เขียนไปแล้วกว่า70ตอน ผมอ่านอยู่ สามวัน ย้อนไปมา จนครบทุกตอน ผมคิดว่า การที่ได้อ่านบล็อกของพี่เต่า ที่ได้แสดงแนวทางของพี่เอาไว้ ทำให้ผมได้อะไรมากมาย
เช่นกันถ้าวันนั้นผมไม่ได้อ่านบล็อกของพี่เต่า ผมอาจไม่ได้มีวันนี้ ทุกเรื่องที่พี่เต่าเขียนมันคือเรื่องจริงในชีวิตเราที่เราเจอเลย
อย่างตอนแบบนี้ ที่ว่าถ้าเราเจอเพื่อนในอดีต เราจะกล้าคุยมั้ย
มันท้าทายมากๆ ผมคิดว่าอย่างน้อยพี่เต่าก็ด้จุดประกายสติ ของหลายๆคนรวมทั้งผมไว้ด้วย
หวังว่าจะได้อ่านต่อไปเรื่อยๆ น่ะครับ
วันนี้ทำข้อสอบพี่อ๊อกไม่ได้เลยอ่ะ เศร้าใจจริง ๆ
ถึงเด็กปีสาม
จะไม่ได้เศร้าแค่วันนี้วันเดียวหรอกวันที่ทำข้อสอบพี่อ๊อกไม่ได้ กว่าจะจบปี 4 ยังต้องมีวันเศร้าใจอย่างนี้อีกหลายวัน บางวันเศร้าใจกว่านี้อีก
(หลังสอบกรุณาทานสุราโต้รุ่งจะช่วยระงับความเศร้าได้)
..สิทธิ์IE01(ผู้มีประสบการณ์ความเศร้ารุ่นแรก)
^^
^^
IE 01
We not only drink after the exam but also drink before the exam. Did you remember IE01?
Thank you for sharing ur views.
Thank you for choose this path;
I proud to be your student.
----------------------------------Ps. haha...I think we drink three days a week ...
Monday --the frist day we can form the group.
Wednesday - the day after we recover from Monday.
Friday- the last day before we are apart.
Did U remember ? IE01.
Do you take all of these pictures by urself ?
It's super cool!!
ถึง..ฝนIE01
จำได้ที่พวกเราทานสุราก่อนสอบ ก็บอกน้องๆให้รู้กันไปเลยสิ ว่าพวกเราIE01 ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ทั้งปราดเปรื่อง อ่านหนังสือกันจบก่อนสอบ ไปตั้งกี่รอบแล้ว ติวกลุ่มกันไปแล้วตั้งกี่ครั้ง..สิทธิ์IE01
จากพี่เต่า ...
เพิ่งเข้ามาดู ว่า....
มีสมาชิกเข้า มาร่วมแสดงความคิดเห็นมากน้อยเพียงใด ....
ปลื้มใจเล็กๆ ที่เนื้อหาแบบสาระๆ ก็ยังมีผู้สนใจ ...
เข้ามา comment มากพอสมควร
แต่
แต
แต่ ....
พอได้อ่านว่า เขียนอะไรกันบ้าง
.... ก็ อะจึ๋ยสสสส์ ...
ตอนแรก ก็ดูเคร่งเครียดกันดี ...
ตอนหลังๆ กลายเป็นที่ชุมนุมของ
เหล่า "ปิศาจสุรา" IE แก่ๆ ....
เข้ามาเปิดประเด็นถกกันในเรื่อง สุรา ...
ดังนั้น เพื่อความสมบูรณ์ของบทความ
ขอสรุป ประเด็นเพิ่มเติม ของ
iestory ตอนที่ 100 .... ดังนี้ ...
.....................
(ข้อความเดิม ...)
จริงอยู่ ......
เรื่องของ “โชคชะตา .... ฟ้าลิขิต .....”
เป็นสิ่งที่ ไม่ควรท้าทาย ...
แต่ ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า .....
ตัวเราเอง ....
เลือกที่จะ “ลิขิต” ชีวิตของเรา ได้เช่นกัน ....
......................
(และ ขอเพิ่มเติมอีก ... ดังนี้)
ส่วน "สุรา" นั้น ...
ก็ลิขิต "โชคชะตา-ฟ้าดิน" ได้เช่นกัน ....
ทำให้พื้นโลกเอียง .. ปั่นให้โลกหมุน ...
ทำให้ฟ้าหมอง ... ทำให้ฟ้าใส ....
ทำให้เรากล้า ท้าทายโชคชะตา-ฟ้าดิน
ทำได้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง...
.... ฯลฯ ...
....
..
.
ช่วงนี้ เงียบเหงาๆ ....
ใครอยากมาร่วมลิขิต "โชคชะตา-ฟ้าดิน"
กับ ข้าพเจ้าบ้าง ? ....
ถึงพี่เต่า
ผมเปิดร้าน ขายน้ำ+ไอศครีม ไต้หอ แต่ไม่ได้เหนื่อยเหมื่อนพี่ ไม่ต้องไปหาของเข้าร้านมากมาย แต่ลำบากตรงต้องหาซื้อของเดิมๆที่ขาดไป+ไปเปิดร้านทุกเช้า+ไปปิดร้านนับตังทุกค่ำ เลยไม่ได้หยุดเลย เปิดจันทร์-อาทิตย์ (ร้านผมไม่ขายเหล้า ไม่ส่งเสริมอบายมุข แม้ผลตอบแทนจะงามก็ตาม)
ตอนนี้ยอดขายยังน้อยอยู่ รอครบ 6 เดือนจะรู้ว่ารอดฤไม่รอด
ผมคิดว่า-เปิดร้านเหมือนเลี้ยงลูกเลย
เพิ่งรู้ว่าพี่วุฒมีร้านไอติมด้วย
ไม่เห็นชวนน้องๆไปกินบ้างเลย...เง้อ
nok Z7
ไม่ได้เข้าบล็อกพี่มานาน พอดีวันนี้เข้ามาเจอตอนที่ 100 พอดี เห็นด้วยกับพี่มากๆครับทั้ง 2 ข้อ ความฝันสำหรับมนุษย์เปรียบ
ได้ดังกับอาหารทิพย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้เดินต่อไปอย่างมีความหมาย
อาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ความฝันหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ
ผมคิดว่าความฝันมันก็มีวัยของมันเหมือนกันนะ
ฝันในยามหนุ่ม-สาว..รุนแรง..กราดเกรี้ยว..อยากเหยียบโลกอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา..สดใส..อิสระ..
และสดชื่นผสมอมยิ้มทุกครั้งที่ได้นึกถึงว่า ณ วันนั้นเราทำไปได้อย่างไรกัน
ฝันในวัยนี้เพื่อนหลายๆคนจะเข้ามาเป็นตัวละครหลักอยู่เสมอ
อาจจะเป็นไปได้ว่าวัยนี้จะเป็นวัยที่เราได้พบกับเพื่อนในความหมายที่แปลว่าเพื่อนจริงๆ
ได้บ่อยและมากกว่าเมื่อวัยที่เรามีอายุมากขึ้น
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้พี่เสมอครับ
ปล.อยากร่วมลิขิต "โชคชะตา-ฟ้าดิน"กับพี่ด้วยครับ
มีโปรแกรมหรือทริปอะไรหรือเปล่าครับเผื่อผมมีโอกาสหรือว่างพอดี
วงโคจรเราอาจจะตรงกันครับ
ความฝันทำให้เราหนุ่ม-สาวตลอดไป
พี่เต่าก็ยังหนุ่มอยู่และผมหวังว่าพี่คงยังหนุ่มตลอดไปนะครับ
IE01ก็ยังหนุ่ม-สาวอยู่ครับ(เฉพาะพวกที่ยังไม่ถึง30นะ)
พี่เต่าครับ ชีวิตเรามีทุกข์ตลอดเวลาล่ะครับพี่ คือมีทุกข์มาก และทุกข์น้อย(ความสุขสำหรับคนทั่วไป)ก็อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตตามความฝันด้วยปัญญาและสติ นะครับ ความฝันทำให้เรามีแรงก้าวต่อไปอันนี้ยอมรับเลยอ่ะครับ อย่างทุกวันนี้ผมทำธุรกิจความฝันเท่านั้นที่ทำให้ผมมีแรงทำงานและลงทุนในธุรกิจ โชคชะตาฟ้าลิขิต ก็ทำให้แต่ละคนสำเร็จและล้มเหลวได้เช่นกันแต่ความคิดผมนะ ทุกคนน่าจะลิขิตตัวเองได้เพียงแต่ผลของมันจะออกมาช้าหรือเร็วเท่านั้นน่ะครับขึ้นอยุ่กับความเข้มข้นของอิทธิบาท4 ขอให้ทุกคนมีความฝันนะครับและขอให้ก้าวไปให้ได้ทุกคน
ปล สุรา + .... ทำให้เจรจาธุรกิจง่ายขึ้นจริงๆครับจากประสบการณ์ จิ๊บioe01
แสดงความคิดเห็น