เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน ณ สนามบินสุวรรณภูมิอันลือชื่อ ....

คือ ประติมากรรม สูงเด่นอลังการ เรื่อง สงครามเทพและอสูร
องค์พระนารายณ์ ทรงยิ้มอย่างสง่าผ่าเผย
ประทับยืนอยู่เหนือการประลองยุทธ์ ของเหล่าเทพอสูร
สูงเด่นเป็นสง่า ท่ามกลาง
กลุ่มร้าน king power อันแน่นขนัด ดังตลาดสำเพ็ง
เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ..... ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางเมื่อมองลงไป.... จากเครื่องบิน เหนือกรุงเทพ และอ่าวไทย
ก็จะเห็นภาพรวมของเมืองไทย เด่นชัดขึ้น
เมืองไทยในมุมมองนี้ ก็ดูงดงามดี
ข้าพเจ้าพยายามเพ่งมอง ลานบินสุวรรณภูมิ ...
มองหามอเตอร์เวย์ วัดปลูกฯ ตึกสิบสอง ....
และตึกน้อยสีส้มอ่อน .... บ้านของพวกเรา
แต่ทุกอย่าง ก็ห่างไกลไปทุกทีๆ ....
ลาก่อน IE .... ลาก่อนเด็กๆ ทั้งหลาย .....

เพียงชั่วโมงเศษๆ ข้าพเจ้าก็ถึงจุดหมาย ...
…. พม่า .... หรือ เมียนมาร์ ......
ประเทศอันยิ่งใหญ่ ทางทิศตะวันตกของประเทศไทย ...
ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ...
ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ....
เมื่อเครื่องบินเริ่มลดระดับลง ....
น่าทึ่งจริงๆ ...
.... ประเทศนี้ ....พวกเราชาวไทย มักจะมองแบบสงสารๆ
ในความล้าหลัง ในทุกๆ ด้าน
ประเทศที่.... มีรถยนต์ป้ายแดงเต็มเมือง ......
ทั้งๆ ที่สภาพรถ ... ก็ดูเอาเอง เหอะ ...
(ความจริง รถป้ายแดง หมายถึงรถรับจ้างทั่วไป)
ประเทศที่มีข้อห้าม และคำเตือนแปลกๆ มากมาย ....
.... คือ ...
ห้ามทำทุกๆ อย่างที่อาจจะขัดใจเจ้าหน้าที่ของประเทศนี้ ....
ไม่ควร แต่งตัวเว่อร์ๆ
ไม่ควร สวมสร้อยทองเส้นใหญ่ๆ
ห้ามถ่ายรูปซี้ซั๊ว .... เช่น หากเจอตึกเก่าๆ คลาสสิคๆ ...
หากเผลอไปถ่ายรูปเข้า .... อาจจะกลายเป็นสำนักข่าวกรองแห่งชาติ .... เป็นต้น
ประเทศนี้ .....เป็นประเทศที่พวกเรา มักมองอย่างตลกขบขัน
ในเรื่องของการแต่งกาย ที่ดูออกจะรุ่มร่ามๆ สุดขีด .....
ผู้ชาย ... นุ่งโสร่งทั้งเมือง ..... เย็นสบายดีแท้ๆ ...
รองเท้าประจำชาติ ....
ที่สวมแล้วจะสุภาพ สามารถใช้ใส่ได้กับเสื้อผ้าทุกชุด ทุกโอกาส
รวมทั้งใส่กับชุดสูทสากล ..... ก็คือ รองเท้าแตะ ....
.... นี่คือ ... สวรรค์ ของเด็กลาดกระบังแท้ๆ ....
และ อีก ข้อห้าม ..... คือ ...
" จงอย่าสงสัย ในเรื่องที่ควรสงสัย .... "
เช่น
จงอย่าอยากรู้ว่า ผู้ชายประเทศนี้ เขานุ่งกางเกงในไหม ?
และพวกเขา ....เขา... จะถ่ายปัสสาวะกันอย่างไร ....
เขานั่งยองๆ ? แล้วใช้โสร่งครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร …..
หรือ .... ยืนท่าปกติ แต่ถกโสร่งขึ้นถึงเอว ...
อย่างท้าทายสายตาชาวโลก ?
หรือ .... แก้ปมที่พุง แล้วหย่อนขอบเอวลงมา ปลดปล่อยอิสรภาพ ?
เรื่องแบบนี้ ... หากอยู่ไปหลายๆ วัน ....
จะพบคำตอบเอง ..... แบบเต็มๆ ตา
นอกจากนี้ .....อย่าซี้ซั้ว .... แอบถ่ายรูปผู้หญิง ....
อาจถูกรุมกระทืบ ....ได้ง่ายๆ
อย่าพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบบแปลกๆ
เช่น พวก mp3 mp4 แบบที่เล็กๆ บางๆ ทั้งหลาย
เพราะมันอาจจะไม่รู้ว่า.... มันคืออะไร ..... อาจเข้าข่ายวินาศกรรม
อย่าพกเจลทาผม เจลล้างมือ เจลหล่อลื่น
เพราะดูคล้ายส่วนประกอบของระเบิด
อย่าพก โทรศัพท์มือถือ มากกว่า 1 เครื่อง ....
หรือ อย่าเดินพูดมือถือไปมา ในที่สาธารณะ
เพราะดูเหมือนกำลังจะก่อการร้าย
และท้ายสุด ...
พยายามอย่าคุยกัน ... โดยมีคำต้องห้าม 4 คำต่อไปนี้
ปะปนในบทสนทนา ...
ได้แก่ คำว่า .... อ่อง-ซาน-ซู-จี
เช่น ... ห้ามสนทนาว่า .... “วันนี้ อย่าลืมซื้อน้ำพริกอ่อง
ที่เขาเหลียงซาน ไปฝาก ซูซี่
คนที่ชอบใส่กางเกงในแบบ จี-สตริง...”
อะไรทำนองนั้น ....
เรื่องนี้ serious จริงๆ นะ ... ขอเตือน
ในตอนสายๆ ของเช้าวันนั้น .....
เมื่อข้าพเจ้าเดินทางถึงนครย่างกุ้ง
.... อดีตเมืองหลวง ที่ใหญ่โตคับคั่ง .....
เมืองนี้ ... คือ เมืองที่ "โลกทั้งสอง" ... ได้แก่
โลกแห่งอดีตกาล และ โลกแห่งปัจจุบันกาล
ซ้อนทับกัน อย่างเหมาะเจาะ ....
ที่ประเทศนี้ ....
มันยากเย็นจริงๆ ...
ที่จะหาซื้อโค้กเย็นๆ สักหนึ่งกระป๋อง ....
แต่มันไม่ยากเลย
ที่จะมองเห็นภาพน้ำใจ ของผู้คน .... ดังในภาพบน
ตามหน้าบ้าน .... หน้าร้านค้า
... หรือ ตามโคนต้นไม้ริมทาง ....
เราจะพบภาพ หม้อดินเผา ....
เติมเต็มด้วยน้ำใสๆ เย็นๆ สะอาดๆ ตามสภาพ ...
สำหรับเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ต่อผู้สัญจรนิรนาม ที่เดินผ่านไปมา ....
.... ราวจะประกาศท้าทาย ....
โลกแห่งวัตถุนิยม ...
โลกแห่งเงินตรา ...
โลกแห่งการแลกเปลี่ยน ว่า ....
ที่นี่... ถึงจะยากจน .... ล้าหลัง
.. ด้อยพัฒนา ... การเมืองป่าเถื่อน ....
แต่ที่นี่ .... ประเทศนี้ ....
ยังมีน้ำใจ ให้แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ....
ยังมองเห็นทุกข์ ของเพื่อนร่วมทุกข์ ....
ยังรู้จักนึกถึง และแบ่งปัน .... สิ่งที่ดีๆ ....
ให้ใครก็ได้ ทุกๆ คน ที่แวะผ่านมา ....
.... มันยิ่งใหญ่ ... ยิ่งใหญ่ จริงๆ
.... กับภาพที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้ ....
แล้ว ... ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางต่อ ในทันที …
เพราะจุดหมายในวันนี้ ... ยังอยู่อีกไกลแสนไกล
ตามกำหนดการ ...
ข้าพเจ้าต้องเดินทางโดยรถบัสเก่าๆ .... เครื่องดับๆ ติดๆ
เป็นเวลานานถึง 5 ชั่วโมง ....
ตามถนนสายเก่าแก่ ....
อาจเรียกว่า ถนนสายนี้ ดีกว่าทางควายเดินเล็กน้อย ....
หากมองแบบทุกข์ทรมาน ....
มันคือ ทุกข์ที่เที่ยงแท้ สำหรับข้าพเจ้า ...ผู้ยึดติดในการขับรถเอื่อยๆ
ในอัตราความเร็ว ประมาณ 120-140 กม./ชม.
จากนนทบุรี – สจล. ไปกลับ ทุกๆ วัน
แต่หากมองว่า .... เรากำลังเดินทางย้อนอดีต ...
สู่บ้านเมือง ในยุคเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา .....
จินตนาการนี้ ..... เจิดจ้า ท้าทายพลังความคิดยิ่งนัก ......
ทุ่งนาไกลสุดสายตา ...ไม่มีเสาไฟฟ้า
ไม่มีเสาสัญญาณมือถือ
ไม่มีจานดาวเทียม .....
ไม่มีรถกระบะ ....
ไม่มีบ้านคอนกรีต ....แบบที่มีหลังคาสีฟ้าสดใส สไตล์เกษตรกรไทย ....
ไม่มี ... ไม่มี ... ไม่มีเลย .....
เข็มนาฬิกาเดินช้าลงๆ ช้าลง
จนข้าพเจ้า สามารถพินิจพิจารณา....
บ้านของพวกเขาได้อย่างชัดเจน ...
บ้านน้อย กลางทุ่งนาสีเขียว ....
ไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ มือถือ .....
........
..........
อยากรู้ว่าจริงๆ ว่า ....... พวกเขาคิดอะไรอยู่หนอ ?
.... บางที .... ความฝันของพวกเขา ....
อาจจะเป็นสิ่งที่....
พวกเรา กำลังขวนขวาย เร่งสะสมไว้เต็มชีวิต ....
รถดีๆ ... บ้านงามๆ ... เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ....
.... พวกเรา พยายามจะมีทุกอย่าง
ยกเว้น .... ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ …
และ .... .... พวกเรา พยายามจะมีทุกอย่าง
.... ยกเว้นความสุข ....???
ยิ่งเดินทาง ..... ไกลมากขึ้นๆ
เข็มนาฬิกาก็ยิ่ง เดินช้าลงๆๆๆๆ... ช้าลงไปทุกที
.... ข้าพเจ้าเห็นลวดลายบนเสื้อผ้า
หรือแม้แต่สีสันของกางเกงใน
... ที่ตากไว้ข้างบ้าน กลางทุ่ง ....
เห็นแม้แต่.... สีของดอกไม้เล็กๆ
บนเถา ไม้เลื้อยบนหลังคาบ้าน .....
.... ข้าพเจ้าสังเกต เห็นได้
อย่างชัดเจนว่า ....
วัวกำลังนอนยิ้ม .... อย่างมีความสุข ...
ข้าพเจ้า กำลังเปิดใจ สัมผัสทุกๆ อย่าง รอบกาย
ด้วยความเร็วไม่เกิน ... 50 กม./ชม.
ในที่สุด รถบัสคันน้อย ....ก็ถึงจุดหมาย ณ เชิงเขาลูกหนึ่ง
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของทิวเขาอันสลับซับซ้อน
ในตอนบ่ายๆ เย็นๆ .... วันนั้นเอง
เพราะ 5 ชั่วโมง ของการเดินทางที่กล่าวถึง ...
ยังไม่รวมถึงระยะเวลาที่แวะกินข้างกลางวัน
และการแวะพักเครื่องยนต์ ....
จากจุดนั้น .... จะเป็นเทือกเขาสูง .....
ต้องเดินทางโดยรถบรรทุกเล็ก ....
ตามสภาพ ก็คือ ....
รถบรรทุกหลังคาเปิดโล่ง ....
เอาไม้กระดานหนาๆ มาพาดๆ
ตามขวางเป็นแถวๆ
กระเด้ง กระดอนได้เจ็บดีนักแล .....
หากมองไปท้ายรถ ..... ก็น่าหวาดเสียว ....
เพราะรถจะวิ่งตัดขึ้นเขาสูงและคดเคี้ยว ....
ความชัน หรือ ความคดเคี้ยวก็ประมาณ
ทางสายแม่ฮ่องสอน หรือ ทางสายอุ้มผาง ....
แตกต่างเพียง .... มันมีเลนเดียว สวนกันไม่ได้ ....
แต่คนขับ จะคอย พูด/ฟัง วิทยุ (ว.) ตลอดทาง ....
ณ บางจุด ก็ต้องคอยจอดรอรถที่สวนลงมา .....
แต่สิ่งที่น่าหวาดเสียวที่สุด คือ ...
เหล่าหนุ่มๆ พม่า ที่ห้อยโหนอยู่ท้ายรถ ....
ผ้าโสร่งมันปลิวไสว .... ท้าทายแรงลม .....
ราวจะ.... ประกาศความเป็นอิสรภาพ....
ของความเป็นชาย ชาวพม่าอย่างเต็มภาคภูมิ ...
อจึ๋ยส์ส์ส์ส์ ....
รถบรรทุกวิ่งกระเด้งกระดอน ....ตัดป่าใหญ่ เขียวครึ้ม ....
สูงชันขึ้นเรื่อยๆๆๆ ....
ฝนเริ่มลงเม็ดประปราย .... ฟ้าเริ่มมืดลงๆ .....
....
อันว่า เรื่องของ ...
โลกอดีต .... โลกปัจจุบัน ....
ปรัชญา... สัจจธรรม ... รอยยิ้ม ..... จิตนิยม ... วัตถุนิยม ...
วัวยิ้ม ... อะไรๆ แบบนั้น ...
กระเด็น .... หลุดหายไปจากเซลล์สมองข้าพเจ้าไปหมดสิ้น ....
ตอนนี้ .... สมองสั่งการเพียงแค่ ....
จับรถให้แน่นๆ ....
คอยเอาตูด ... ลอยตามจังหวะตกหลุม ...
และ ...
อย่า....
อย่า... หันไปมองไปข้างหลัง
อย่ามองภาพ... การประกาศอิสรภาพ
... ของชายพม่าทางท้ายรถ ....
เท่านั้นจริงๆ .....
.....
ดังนั้น
อาจกล่าวได้ว่า ...
จากสภาพของรถ และถนน
ภายในใจ ของข้าพเจ้า....
คิดได้แค่ 2 เรื่อง เท่านั้น คือ ...
หนึ่ง ….“เจ็บตูดๆๆๆๆๆๆ”
กับ
สอง ....... “เจ็บตูดมากๆๆๆๆๆๆ” ....
คิดได้แค่นี้จริงๆ อ่ะ .....
.....
...
..
รถวิ่งไปเกือบๆ ชั่วโมง .....
ก็หยุดลง ณ จุดที่ เกือบๆ จะถึงจุดหมาย แล้ว ....
..... เขาบอกว่า เราได้นั่งรถ ขึ้นลง ....
ลัดเลาะผ่านภูเขา ไปทั้งสิ้น 33 ลูก แล้ว .....
.... เฮ้อ .....
ณ จุดสุดท้ายที่ลงจากรถบรรทุก ....คือ การเดินทางในช่วงสุดท้าย
ได้แก่ ....
การเดินเท้า ขึ้นสู่ยอดเขาลูกสุดท้าย .....
ระยะทางไม่ไกลมากนัก ....
ประมาณ ไม่เกิน 5 กิโลเมตร ...
แต่สูงชัน ... มืดสนิท .... และเปียกลื่น .....
...... ทางเลือกที่ดีที่สุด .... คือ จ้างเขาหามเราขึ้นไป ....
ใช้แรงงานพม่า 4 คน
ในการแบกเสลี่ยงให้เรานั่ง .....
อัตราค่าจ้าง .... เรียกได้ว่า
.... เอาเปรียบสุดๆ ...
คือ ค่าจ้างแบกทั้งขาขึ้นและลง ....
รวมเป็นเงิน .... ราคาเสลี่ยงละ 15 $
.... หรือ ประมาณ 500 บาท ....
500 บาทนี้ ต้องเอาไปแบ่งกัน 4 คน ....
และคาดว่า ... ต้องเสียค่าหัวคิวอีก ให้เจ้าถิ่นเจ้าที่อีก ....
คาดว่า .... คงจะได้ค่าจ้างแบก ..... ไม่เกินคนละ 100 บาท ....
งานนี้ เรียกได้ว่า .... เอาเปรียบสุดๆ
... คือ เอาเปรียบคนพม่า... ที่ลงแรง แบกเราแบบสุดๆ
เพราะทางทั้งลื่น ทั้งมืด ทั้งชัน ....
ใช้เวลาเดินแบก เกือบๆ 1 ชั่วโมง ....
เพราะทางยิ่งชันมาก .... มันก็ยิ่งหนักมาก ...
และ ยิ่งต้องมาแบกคนตัวใหญ่ๆ อย่างข้าพเจ้า ....
นี่คือ นรกแท้ๆ ....
เพราะสำหรับ ....
การแบก คนที่รูปร่างปกติ ๆ
ก็จะมีการหยุดพักบ่า พักเหนื่อย
ประมาณ 2-3 ครั้ง เท่านั้น
แต่สำหรับข้าพเจ้า .... มีการหยุดเกือบ 10 ครั้ง ....
ช่วงหลังๆ .... คนแบก ถึงกับต้องถอดเสื้อ
โยนมาบนเสลี่ยง แล้วถกโสร่งสูงขึ้น ๆ
เพื่อรวบรวมพละกำลังที่มีทั้งหมด ....
แบกข้าพเจ้าขึ้นสู่ยอดเขา ....
สงสารเขาจริงๆ ......
เมื่อถึงจุดปลายทาง เกือบสุดท้าย .....
เขาก็ปล่อยข้าพเจ้าลง
ณ ทางเดินยาวๆ เลียบหน้าผา .....
ในช่วงสุดท้าย ของยอดเขา .....
ณ ช่วงนี้ .... เราต้องเดิน ด้วยตัวเราเองแล้ว ....
ข้าพเจ้าอำลา ชายพม่าทั้งสี่ ....
พร้อมนัดหมายให้มารับในวันรุ่งขึ้น .......
ในขณะนั้น .... มืดสนิทแล้ว ....
ฝนโปรยปรายเป็นละออง .....
อากาศเย็นจับใจ ....
หมอกวิ่งเป็นสาย ปะทะเหลี่ยมผา .....
ไฟทางเดิน สีเหลืองเรืองๆ มัวๆ เป็นระยะๆ
.... ดูงดงามอย่างประหลาด .....
ข้าพเจ้าช้าลงๆ อย่างอิดโรย สู่จุดหมายของวันนี้ ....
ปลายสุดทางเดินลิบๆ บนยอดผา ......
ส่งประกายสีทองไกลๆ .... ตัดกับสายหมอก
ที่พลิ้วตามแรงลมที่พัดกรรโชก .....
ทุกอย่างเงียบสงัด นอกจากเสียงหวีดหวิวของสายลม ....
เสียงนั้น ประสานกับ เสียงสวดมนต์ดังแผ่วๆ .... มาแต่ไกล ....
หนทางที่ดูเหมือนจะใกล้ๆ
กลับยาวออกไปไกล ... อย่างไม่สิ้นสุด ....
สายลมกรรโชก .... สายฝนโปรยเป็นละออง ....
เสียงสวดมนต์ดังแว่วๆ ชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ ...
ภาษาอะไรหนอ .... ฟังไม่ออก ....
รู้แต่ว่า ไพเราะ .... จับใจ .... และศักดิ์สิทธิ์ ....
ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือน .... กำลังเดินทางอยู่คนเดียว ...
เดินบนสายหมอกอันหนาวเย็น ....
ทั้งโดดเดี่ยว .... ทั้งมืดมิด .....
มีเพียงแสงไฟสีเหลืองเรืองๆ .... เป็นเครื่องชี้ทาง ....
มีเสียงกระหึ่ม ของการสาธยายมนต์ ... . เป็นกำลังใจ
และ มีแสงประกายสีทอง สุดสายตาลิบ .... เป็น จุดหมาย ....
.... หรือว่า .....
คนเรา .... ที่กำลังเดินทางสู่ ความตาย
.... มันคงจะ รู้สึกแบบนี้กระมัง ? ….
... ทั้งหนาว .... ทั้งโดดเดี่ยวเดียวดาย ....
เพราะ ความตาย ..... คือ การเดินทาง ตามลำพังคนเดียวจริงๆ ....
......
...
..
และท้ายสุด ....
ข้าพเจ้า ก็บรรลุถึง ....
จุดมุ่งหมายปลายทาง.... ของการเดินทางในวันนี้ ....
.......
ในโลกแห่งเทคโนโลยี ....
โลกที่ใช้เงินตรา แลกเปลี่ยนกับความสะดวก ....
ยังต้องใช้เวลา เดินทางนานกว่า 16 ชั่วโมง .....
........
หากเป็น... โลกยุคอดีตเล่า ? …
จะต้องใช้ พลัง และกำลังศรัทธา
มากมาย สักเพียงใดหนอ ? ....
จึงจะมาถึง ณ จุดนี้ได้ .....
......
..
อันเลือนลาง... เริ่มเด่นชัดขึ้น
ดูช่างหมิ่นเหม่.... ณ ปลายเชิงผา ที่ยอดเขานั้น ....
สูงเด่นเป็นสง่า .... ปะทะสายหมอก
ที่กรรโชกผ่านก้อนหินสีทองอันเรืองรอง ....
.....
งามจับใจ จริงๆ
และแล้ว ...
เมื่อภาพตรงหน้า ปรากฎเด่นชัดขึ้น ...
ข้าพเจ้าทรุดเข่า ลดตัวลงนั่งอย่างลืมตัว .....
โดยไม่สนใจว่า ....
พื้นจะเปียกชื้น เพียงใด....
และ ... ไม่สนใจว่า ....
จะอ่อนล้า ทั่วทั้งสรรพางค์กาย เพียงใด ....
.... ข้าพเจ้าก้มลงกราบ ....
อย่างตื้นตัน ปิติ และเบิกบาน ในจิตใจ .....
กระทำลงไป ... ด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ ....
.... สวรรค์-นรก จะมีจริง หรือไม่ ?
.... อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ของข้าพเจ้า จะเป็นเช่นไร ? …
….. ข้าพเจ้า ไม่สนใจอยากจะรู้แล้ว ....
ณ วินาที นั้น .....
ทุกๆ คำถาม ที่ข้าพเจ้าเคยอยากรู้ คำตอบ .....
ไม่มีความหมาย กับ ข้าพเจ้า อีกต่อไปแล้ว .....
.... เพราะ....
ข้าพเจ้า เพียงแค่รู้สึกว่า ...
การเดินทาง อันยาวไกล ..... ของชีวิตข้าพเจ้า
ได้เริ่มต้น อีกครั้ง ...
ณ วินาที นั้น ....
มันคือ .... การเดินทาง ...
อันไม่มีที่สิ้นสุด ..
........
....
..
.
......................................................................
จบ ... บันทึกการเดินทาง วันที่หนึ่ง

๑๔ ความคิดเห็น:
สาวพม่า ยังกะสาวเกาหลี สวย ๆๆ
จินตนาการซะไกล ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง
อยากไปมั่งจัง
welcome back krub : )
มาอ่าน blog พี่หลังจากทำเก้าอี้KITTYมรณะ วิชาProduct design รู้สึกค่อยหาบ้าหน่อยคับ
เห็นแล้วเหนื่อยแทนคนแบกเลยครับพี่....
อยากรู้จริงๆว่า เขาบนว่า"หนักอิบอ๋าย"
เป็นภาษาพม่าว่ายังไงนะ อิอิ.. (^o^)
พออ่านแล้วคิดถึงพระถังซำจั๋ง
ที่ต้องเดินเท้าจากจีนมายังอินเดีย เพื่อมาท่องพระไตรปิฏก แล้วก็เดินกลับไป จดลงบันทึก ส่งให้กษัตริย์
สมัยก่อน คงต้องอดทนกันมากๆ
^_^
เดินทางไม่มีที่สิ้นสุดนี่มัน อะไรคะ ... งง
วันนี้เห็นพี่เต่าสอนแล้ว สงสาร ไม่สบาย แงๆ
สงสารชาวคณะทุกคนที่ต้องเดินไปฉี่ไกลเหลือเกิน
ประมาณประเทศไทยไปพม่าเลย 555
ปล. ห้องน้ำภาคเมื่อไหร่จะเสร็จ
อยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมจังเลยอ่ะครับ
คิดถึงเพื่อนๆ พี่เต๋า พี่หนึ่ง และอาจารย์ทุกท่านมากๆเลยครับ
ZN04
โทดทีครับพิมพ์ชื่อพี่เต่าผิดไป ยังไงก็อภัยให้กันด้วยนะครับท่าน
ZN04
.... จากพี่เต่า ....
จากคำถามว่า
".... เดินทางไม่มีที่สิ้นสุดนี่มัน อะไรคะ ... งง " คือ อะไร ? ....
เป็นคำถามที่ดีมาก
เพราะรอให้คนถามมาเกือบ 24 ชั่วโมง แล้ว ....
จะคลายปริศนานี้... ในตอนจบ ...
หรือท่านผู้อ่าน คิดว่า มันคือ อะไร ?
ก็เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นดูก็ได้ .... คิดสิ .. คิดสิ ... คิดสิ ...
คิดไม่ออก ... ก็ช่างมัน ... ชิว ชิว อย่า serious ....
ตอนนี้ ... ขอเข้านอนก่อน ... ไข้กำลังขึ้นอีกแล้ววว์ ... พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ....
จาก พี่เต่า
ยังไม่มีเวลาอ่านแบบเต็มๆเลย ขอให้พี่เต่าหายเร็วๆนะคะ เป็นกำลังใจให้พี่เบิร์ดรุ่น 7 ด้วย หายไว ๆ นะคะ
เขียนต่อเร็วๆนะครับพี่
เข้ามาอ่านเหมือนทุกวัน อืมว่าแต่...เดินทางไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นเรื่องของจิตรึเปล่าครับ...แหะๆ
ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับพี่เต่า ขอให้พีเต่าหายไวๆ
การเดินทาง ...
อันไม่มีที่สิ้นสุด ..
การเดินทางอันปราศจากการเดินทาง..
ด้วยเมื่อทั้งปลายทางและจุดเริ่มต้น
คือคนละด้านของเหรียญเดียวกัน...
บางทีเราต้องเดินทางไปไกลแสนไกล...
เพียงเพื่อจะรู้ว่าสิ่งที่เราค้้นหามาตลอดนั้น..
อยู่ตรงหน้าอกข้างซ้ายของเราเอง...
จุดเริ่มต้น..ปลายทาง..สิ่งไหนคือความจริงแท้..
เมื่อเริ่มเดินทางอันไม่มีที่สิ้นสุด..
แปลกนัก..ทั้ง..จุดเริ่มต้น..ปลายทาง..
กลับเลือนหายไป..
ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะยามร่ายน้ำ้จันทน์กับแสงจันทรา์...
ปล.พี่เต่าครับ พระธาตอินทรุ์แขวน(ใช่ไหมครับ)สวยมากครับ
ขอให้เดินทางกลับโดยปลอดภัยนะครับ
แสดงความคิดเห็น