วันศุกร์, มกราคม ๒๕

ตอนที่ 116 : ตามหา ความสุข (4) ... จบแล้ววว..

ข้าพเจ้า มิได้เล่าเรื่องราวของ "ตามหา ความสุข" มาหลายวัน
ความจริง มีเหตุผลหลัก ... คือ
เนื่องจาก เมื่อข้าพเจ้า กำลังจะเล่า ถึงตอนที่ไปภูชี้ฟ้า
ก็บังเอิญ .... เกิดเหตุการณ์ อุบัติเหตุที่ภูชี้ฟ้า ....
ดังนั้น .... จึงยังไม่อยากเล่า เพราะ
ในฐานะของ นักท่องเที่ยวแนวๆ นี้ ...
ข้าพเจ้า ก็รู้สึกสะเทือนใจมาก กับเหตุการณ์นี้ ....

อย่างไรก็ตาม

ด้วยประการทั้งปวง ณ ตอนนี้ ....
ก็คงจะถึงเวลา ที่จะต้องเขียนเล่าตอนนี้ ต่อไป
เพื่อให้เรื่องราว การท่องเที่ยวของข้าพเจ้า
ได้จบลงอย่างสมบูรณ์ .... ตามที่ตั้งใจไว้

........................................................

ก็ขอเล่าต่อ .... ดังนี้

หลังจากที่ข้าพเจ้า นอนหลับอย่างสุขใจ
ในเต๊นท์ เชิงภูชี้ฟ้า .... จากนั้น
ก็ถึงเช้าวันใหม่ .....

หากใครต้องการขึ้นไปชมทะเลหมอก ณ ภูชี้ฟ้า
ก็ควรตื่นประมาณ ไม่เกินตีสี่ ....
หากยังง่วงมากๆ และ ขาดแรงกระตุ้นในการตื่นนอน
ข้าพเจ้าก็ขอแนะนำ ให้ออกไปอาบน้ำซะ ...
รับประกันว่า หูตาสว่างแน่ๆ เพราะอากาศมันหนาวจริงๆ ...
จากเต๊นท์ที่พัก ต้องนั่งรถขึ้นไปอีกสักพัก
ก็จะถึงปลายทาง เป็นลานจอดรถเล็กๆ ...
จากนั้น ต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกประมาณ 700 เมตร ...
ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

และก่อนจะขึ้นเขา จะมีเพิงขายของ จำพวก ...
มาม่า ไข่ต้ม กาแฟ ไมโล
รวมทั้งพวก หมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ มากมาย ...
บางอย่าง ใช้ช่วยในการแก้หิว บางอย่างก็ช่วยแก้หนาว
บางอย่าง เอาไว้หลอกเด็ก ...

แต่สิ่งที่ work ที่สุด ... ที่ข้าพเจ้าอยากจะแนะนำ
ก็คือ ไข่ต้มร้อนๆ ...
ลองซื้อไข่มา 2 ลูก .... เอาสองมือกำไข่ไว้ ....
แล้วเดินกำไข่อุ่นๆ ฝ่าลมหนาวขึ้นเขาไป ...
สบายมือ แก้หนาวได้ดีจริงๆ ...
และ หากมีทุนเยอะ ซื้อลองอีก 2 ลูก ...
ยัดใส่กระเป๋ากางเกงซ้ายขวา
งานนี้ ... จะอุ่นสบาย ตลอดทาง....
และ พอถึงปลายทาง
ขณะที่ ชมทะเลหมอกไป .... ก็ ปลิ้นไข่อุ่นๆ มาแทะช้าๆ
แทะไข่ไป ชมวิวไป .... เรียกว่า อภิมหาสุขใจ ยิ่งนักแล ...

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ....
ภูชี้ฟ้า มีความงามอย่างน่าประหลาด
เพราะ จากตอนเช้ามืดมากๆ ที่ฟ้ามืดมิด .....
ก็สามารถชมดาวส่องแสงระยิบระยับ
และ อาจมีดวงจันทร์ ส่องแสง เจิดจ้า อยู่เช่นกัน ...
จากนั้น เมื่อถึงเวลา ....
เส้นสีส้มๆ แดงๆ ก็เริ่มก่อกำเนิด พาดขอบฟ้า....
ถือว่า เป็นช่วงวินาที ที่งดงามโดยแท้ .....

จากนั้น ฟ้าก็เริ่มกรีดสี ออกมามากมาย .....
ก้นหุบเขา กลายเป็นทะเลหมอกสีขาว
กระเพื่อมช้าๆ ตามแรงลม
พร้อมๆ กับ พระอาทิตย์ ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ ....
น่าจับใจยิ่งนัก

ทุกๆ วินาที ....
แสงและสี ของทุกสรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทั้งฟ้า ทั้งเมฆ ทั้งสายลม ทั้งระลอกคลื่น ....
เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปร อย่างเหมาะเจาะ
พระอาทิตย์ ลอยดิ่งขึ้นขอบฟ้าอย่างช้าๆ ... อย่างไม่ลังเลและรีรอ
ราวกับจะย้ำเตือนให้พวกเรา
ได้รับรู้ถึง ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ ของโลกเรา ....


เมื่อพระอาทิตย์ ขึ้นเต็มที่ ....
ข้าพเจ้าค่อยๆ เดินช้าๆ สู่ปลายสุดของหน้าผา
ณ จุดปลายสุดของขอบผา แห่งภูชี้ฟ้า
เป็นหมู่ก้อนหิน ... ที่เรียบมัน
สึกกร่อนด้วยสัมผัส ของนักท่องเที่ยว

สายลมหนาว พัดกรรโชกอย่างรุนแรง ....
ทะเลหมอก ดูเวิ้งว้าง ไกลสุดสายตา ...
แม้ว่า จะมิใช่ครั้งแรก ที่ข้าพเจ้ามาเยือน สถานที่แห่งนี้
แต่ข้าพเจ้า ก็ยังคง ถ่ายรูปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า .... อย่างไม่เบื่อหน่าย


ตลอดรายทาง ขึ้น-ลง ภูชี้ฟ้า
เด็กๆ ชาวเขา ตัวน้อยๆ เดินเตร็ดเตร่ไปมา ....

ชุดแต่งกาย สดใส น่ารักมาก

ใครอยากจะถ่ายรูปกับเด็กๆ ก็ทำได้ ....
แต่อย่าลืมให้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ แก่เด็กๆ ด้วย
อุตส่าห์ ตื่นแต่เช้าตรู่ ขึ้นเขา มาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ....
เด็กเอ๋ยๆๆๆ ....


นอกจากนี้ หากโชคดี
ก็จะมี คุณลุงชาวเขา
มานั่งเป่าเครื่องดนตรี คล้ายๆ แคน ...
ช่วยสร้างบรรยากาศ ภูเขาๆ ได้ดีเยี่ยม ....




เมื่อชมทะเลหมอกจนอิ่มใจ ข้าพเจ้าก็ลาจากภูชี้ฟ้า
และเมื่อ เก็บข้าวของและเต๊นท์เสร็จ ...
ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางต่อ ....
โดยแวะสำรวจตลาดเชิงภูชี้ฟ้า สักเล็กน้อย ..


ของฝากของใช้ ยอดฮิต คือ หมวกไหมพรมแบบนี้ ....

โดยหลักการแล้ว .... หากอยากจะดู คุณภาพชีวิตชุมชน
ก็ดูได้จาก ...
หนึ่ง - ให้ดูที่หมา .... ถ้าหมาอารมณ์ดี
หน้าตาดี สุขภาพดี ยิ้มได้ .... ก็เรียกว่า ชุมชนนั้น อุดมสมบูรณ์


ในขณะเดียวกัน ...
สอง - ให้ดูที่เด็กๆ ... หากมีเด็กซนๆ วิ่งไปมา ...

หรือมีเด็กน้อย ทำตัวซ่า .... เดินเกะกะทั่วไป

ก็เรียกได้ว่า ที่นี่น่าอยู่ ... มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีความสุข ในระดับหนึ่ง ...

จากภูชี้ฟ้า ข้าพเจ้าเดินทางต่อไปยัง ดอยผาตั้ง
อยู่ห่างจากภูชี้ฟ้าไปอีกประมาณ 30 กม.
ถนนคดเคี้ยว ลัดเลาะขุนเขาไปเรื่อยๆ ...

เมื่อถึงจุดจอดรถ .....
ก็ต้องเดินลัดเลาะเชิงเขาไปอีก 1 เพลินใหญ่ๆ ..
แต่หากขี้เกียจเดิน ก็มีม้าบริการ .... คิดค่าขี่ม้า 120 บาท
ข้าพเจ้าพยายาม จะขอใช้บริการขี่ม้า บ้าง ....
แต่ทั้ง ม้า และ เจ้าของม้า ทำหน้าตาน่าสงสารมากๆ ...
ข้าพเจ้า จึงจำใจ ต้องเดินดุ่ม ไต่ขอบภูเขาไปเอง

จุดแรก ที่แวะชม คือ ช่องเขา ที่เป็นทางเดินลงไปสู่ประเทศลาว ...
ดังนั้น หากใครอยากจากไปเที่ยวเมืองนอก
แบบไม่ต้องมี พาสปอร์ต ... ไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน
แค่มุดช่องนี้ไปเลย ... จะมีทหารลาว คอยต้อนรับ บริการเต็มที่
แบบว่า อาจจะถูกรัฐบาลลาว เลี้ยงดู
มีข้าวสามมื้อ มีผู้คุมดูแล มีที่พักถาวร ให้ในเมืองลาว
ว่างๆ ก็ลองมุดไปเที่ยวสิ ....

หากมองทะลุช่องหินไป จะเห็นแม่น้ำโขงอยู่ลิบๆ ....
ดินแดนระหว่างแม่น้ำ กับ ภูเขาลูกนี้ เรียกว่า
ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ....
ตามประวัติศาสตร์นั้น นี่คือ ...
ดินแดนที่ไทยเสียไปเพราะถูกเอาเปรียบ

....เพราะความจริงแล้ว
เส้นแบ่งเขตแดน ไทย-ลาว ควรจะเป็นแม่น้ำโขงเท่านั้น
แต่ ณ ช่วงนี้ กลับใช้สันเขาเป็นเขตแดน ....
เรียกได้ว่า คือ การโกงดินแดนแบบหน้าด้านๆ ...
อย่างไรก็ตาม .... ดินแดนแคบๆ ฝั่งขวาแม่น้ำโขงนี้
ใช้แลกกับดินแดนจังหวัด จันทบุรี และ ตราด ....
ดังนั้น หากมองในแง่ความคุ้มค่าแล้ว .... ก็ โอ นะ ....

เมื่อเดินลัดเลาะเขา ไปอีก 1 เพลินใหญ่ๆๆๆ ....
ก็จะสุดทาง ณ จุดชมวิวแห่งนี้ ..... มองเห็นผาตั้ง อยู่ข้างหน้า


ข้าพเจ้า นั่งชมวิวด้วยความสุขใจ
และหากใคร เป็นแฟนพันธุ์แท้
ของหนังไทยเรื่อง "เพื่อนสนิท" ...
นี่ก็คือ ฉากหนึ่ง ในหนังเรื่องนี้ ....

จากนั้น ... ข้าพเจ้าก็เดินทางต่อ
แต่ก่อนจะลงเขาไป ก็แวะตลาด กินโน่นกินนี่ ....
ถ่ายรูปไปเรื่อย .....
ขนมยอดฮิต คือ ผลไม้เชื่อมแช่อิ่ม สีสวยสด ....

แล้วก็ ... มีสตรอเบอรี ลูกจิ๋วๆ สีสดใส

และหากใคร อยากจะได้บรรยากาศดอยสูง ....
ก็ขอแนะนำให้กินอาหารจีนแบบยูนนาน ...
... แบบว่า ขาหมู หมั่นโถว ... สุดยอดๆๆๆๆ
มีผัดผัก สารพัดชนิดให้เลือกกินได้ด้วย ......

นั่งกิน ขาหมู หมั่นโถว .... ณ โต๊ะริมเชิงผา ....
มีไวน์ดีๆ ตั้งไว้ข้างๆ .... ดูคลาสสิคมาก ....
ความจริง ..... ข้าพเจ้าก็แค่เอามาตั้งไว้เล่นๆ ไม่ได้ซื้อหรอก
เพราะขวดละ 250 บาท
เอาไว้ ซื้อ ขาหมูได้ตั้ง 2 ขา .....
กินขาหมูดีกว่า ใช่มะ? ....

ณ ช่วงเวลานี้ .... ตลอดรายทางเป็นถนนสีชมพู
ดังนั้น ....หากใครกำลังมีความรัก ...
รับรองว่าจะซาบซึ้งใจสุดๆ ...
เพราะดูเหมือนว่า โลกทั้งใบ... ภูเขาทั้งลูก กลายเป็นสีชมพู

ต้นไม้สีชมพูนี้ เขาเรียกเล่นๆ ว่า ต้นซากูระไทย ....
ความจริงแล้ว ชื่อเป็นทางการ คือ ต้นนางพญาเสือโคร่ง ....

ดอกสีชมพู สวยสดใส

ดูไปดูมา บางที ก็คล้ายๆดอกไม้พลาสติก
และหากตั้งใจ เฝ้าดูอย่างเงียบๆ
จะเห็น นกตัวน้อยๆ แวะมาหาของกิน ที่ดอกไม้เหล่านี้
เลยทำให้แน่ใจ ว่า เป็นดอกไม้จริง ไม่ใช่ ดอกพลาสติค

จากภูชี้ฟ้า และดอยผาตั้ง .... ข้าพเจ้าลงเขาสู่พื้นราบ
ลัดเลาะเลียบแม่น้ำโขง .... ไปสู่เมืองเชียงแสน

แม่น้ำโขงช่วงนี้ .....
แตกต่างจากแม่น้ำโขง ณ จุดอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็น
เพราะเต็มไปด้วยเกาะแก่ง ....
แต่คนขับเรือ ก็เก่งจริงๆ เรียกว่า มืออาชีพ
เพราะสามารถขับเรือ ลัดเลาะแก่งหินได้อย่างง่ายดาย

ตลอดทางสู่เมืองเชียงแสน
ทั้งสงบเงียบ ทั้งสวยงาม และอุดมสมบูรณ์ ....
พืชผักข้าวปลา ดูอุดมสมบูรณ์จริงๆ

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า
เมืองเชียงแสน จึงเป็นเมืองโบราณ ...
ที่มีผู้คนมาอยู่อาศัยมานานแสนนาน นับร้อย นับพันปี
มีวัดวาอารามสวยงามมากมาย ...

ที่น่าตลกคือ .... ที่นี่
จะเห็นแต่ นักท่องเที่ยวฝรั่งเดินขวักไขว่ ...
เดินแบกเป้ ขี่จักรยานไปมา ....
ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น .... หายากกกส์

ทั่วทั้งเมืองเชียงแสน คือ เมืองโบราณ ....
มีร่องรอยประวัติศาสตร์ แทบทุกจุด ในเมือง .....
หากมีเวลา ข้าพเจ้าคงต้องกลับมาที่นี่ อีกแน่ๆ

พอเย็นมากๆ .... ข้าพเจ้าก็ออกจากเมืองเชียงแสน
ไปยังทะเลสาบเชียงแสน .... ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองไปเล็กน้อย

ที่ทะเลสาบ มีสะพานไม้ ทอดยาว ลัดเลาะไปตามกอบัว

สิ่งที่สวยงาม น่าทึ่ง ... คือ
ที่นี่ คือ แหล่งดูนก .... ทั้งนกอพยพ และนกท้องถิ่น
เสียงนกทั้งหลาย ร้องระงม ดังลั่นทะเลสาบ

อาจเรียกได้ว่า .... นี่ คือ เป็นภาพธรรมชาติ
ที่ข้าพเจ้าไม่คาดว่า จะได้เห็น
เพราะตามธรรมดา
ข้าพเจ้าไม่เคยมีความสนใจในเรื่อง การดูนกเลย ....
แต่งานนี้ .... ทำให้ข้าพเจ้าพบมิติของโลกใหม่ ที่น่าสนใจมากๆ ...
หากดูดีๆ จะพบว่า มีนกมากมายหลากหลายชนิด ....
บนร่อน ไปมา น่าประทับจิงๆ ....
หากเป็นเซียนนก .... ก็คงจะบอกได้ว่า นี่คือ นกอะไร
แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว .... ก็ไม่รู้อ่ะ ...
รู้แต่ว่า ..... นี่คือ ภาพที่ข้าพเจ้า
ไม่เคยเห็นแบบชัดๆ มาก่อนเลย

..... ภาพแห่งอิสรภาพ .... ภาพแห่งความสุข ของเหล่านก

และในทุกๆ รายละเอียด .... หากตั้งใจดูดีๆ ...
ก็จะเห็นว่า มีนกตัวน้อยๆ .... ที่หน้าตาแปลกๆ ...
กำลังเกาะกิ่งไม้น้อยๆ แอบมองดูข้าพเจ้าอยู่เช่นกัน ....
จากนั้น
..... ข้าพเจ้า ได้ดูเหล่านก อยู่ ณ ทะเลสาบเชียงแสน จนเย็นย่ำ
ก็ต้องรีบบึ่งเข้าจังหวัดเชียงราย .... เพื่อหาที่พักในคืนนั้น ...

เช้าตรู่วันใหม่ ...
ณ กลางเมืองเชียงราย
ฟ้าสว่างแล้ว .... ข้าพเจ้าเปิดหน้าต่างห้องพัก
พระอาทิตย์เพิ่งจะทะลุทะเลหมอกเมืองเชียงราย .... เป็นสีส้มเรื่อๆ

เมืองเชียงราย ทั้งเมืองดูสงบเงียบ ....
สายหมอก ลอยเอื่อยๆ แทรกสอดตามทิวไม้ ....

นกพิราบฝูงใหญ่ บินเกาะกลุ่มฝ่าลมหนาว ....
บินฉวัดเฉวียน ท่ามกลางสายหมอก
ข้าพเจ้า มองภาพเหล่านี้ ด้วยความสุขใจ ....
แม้ว่า วันนี้ จะเป็นวันสุดท้าย ของการเดินทางครั้งนี้ ....
... การเดินทางเพื่อ "ตามหา ความสุข" ....

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ....
คงไม่สามารถจะนิยาม ได้ว่า ความสุข คือ อะไร ...
เพราะ พวกเราแต่ละคน
ต่างก็มี นิยามแห่งความสุข ที่ต่างกันไป

แต่อย่างไรก็ตาม
ที่ข้าพเจ้า เขียนมามากมาย
ก็เพียงแค่ อยากจะบอกอย่างสั้นๆ ว่า ....

การมีชีวิตที่เรียบง่าย และ อิสระ ...
และ
การรู้จักมองคุณค่า ของทุกสรรพสิ่งรอบกาย ...

จะช่วยให้พวกเรา
สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ได้โดยง่าย ...
..............................................................

ขอจบตอน .... ตามหา ความสุข ...

แต่เพียงเท่านี้
นะ
นะ
นะ